ผู้เขียน หัวข้อ: คุณค่าและพิษภัยของกล้วย  (อ่าน 1281 ครั้ง)

ออฟไลน์ ครูสุรพล กิ่มเกลี้ยง

  • วันนี้คุณทำความดีหรือยัง
  • Administrator
  • มือสมัครเล่น
  • *****
  • กระทู้: 31
  • จิตสงบ ชีวิตเป็นสุข
    • ดูรายละเอียด
    • ศูนย์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายวารินชำราบ
คุณค่าและพิษภัยของกล้วย
« เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2013, 13:29:51 pm »


ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
     ชื่อวิทยาศาสตร์    Musa sapientum L.,  Musa paradisiaca L. var sapientum (L.) O. Kutnze
     ชื่อวงศ์    Musaceae
     ชื่ออังกฤษ    Banana, Cultivated banana
     ชื่อท้องถิ่น     กล้วยกะลิอ่อง  กล้วยมะนิอ่อง  กล้วยไข่  กล้วยใต้  กล้วยนาก  กล้วยน้ำว้า  กล้วยเล็บมือ  กล้วยส้ม  กล้วยหอม  กล้วยหอมจันทน์  กล้วยหักมุก  เจก  มะลิอ่อง ยาไข่  สะกุย
     
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1.  ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุท้องเสีย
กล้วยมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุอาการท้องเสีย เช่น Escherichia coli, Bacillus subtilis และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทัยฟอยด์ เป็นต้น (1, 2)
2.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย
                พบสาร tannin (3) ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเสียได้ (4)
3. ฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วง
                ผู้ป่วยอุจจาระร่วงจำนวน 31 คน รับประทานกล้วยแผ่น (banana flakes) ขนาด 40 กรัมต่อคน สามารถลดอาการท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อ Clostridium difficile ได้ (5)
4.  ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
                กล้วยมีฤทธิ์ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร (6-15)  แป้งจากผลกล้วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวเนื่องจากแอสไพริน indemethacin, phenylbutazone, prednisolone และ cyscamine และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูตะเภาเนื่องจากฮีสตามีน (6)  หนูที่กินกล้วยหักมุกดิบขนาด 5 ก./วัน นาน 2 วัน จะป้องกันการเกิดแผล (erosion) ในกระเพาะอาหารจากแอสไพรินได้ (7) และหนูถีบจักรที่กินอาหารผสมกล้วยก่อนถูกทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วยฮีสตามีน 1 สัปดาห์ จะลดการเกิดแผล ( 8)
                ผลกล้วยหอมดิบขนาด 7 ก./ตัว/วัน มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นจาก indomethacin 20 มก./กก.  ส่วนกล้วยน้ำว้าดิบไม่มีฤทธิ์  เมื่อทดลองสกัดสารออกฤทธิ์ด้วยอัลกอฮอล์ 60% พบว่าสารสกัดจากกล้วยหอมและกล้วยพาโลดิบ ขนาด 0.5 และ 1 ก./กก. มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก indomethacin และรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากกรดอะซิติค แต่มีฤทธิ์ต่ำ (9)  ความยาวเฉลี่ยของแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวที่กินสารสกัดจากกล้วยพาโลและกล้วยหอมในขนาด 1 ก./กก./วัน นาน 3 วัน ก่อนที่จะเกิดแผลเนื่องจาก indomethacin เท่ากับ 4.47 ±1.2 และ 1.87 ± 0.44 มม. ตามลำดับ (กลุ่มควบคุม 14.56 ±2.43 มม.)  และสารสกัดจากกล้วยหอมเท่านั้นที่มีผลในการรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจาก indomethacin แต่มีฤทธิ์ต่ำ  และกล้วยทั้ง 2 ชนิดให้ผลคล้ายกันในการรักษาแผลที่เกิดจากกรดอะซิติก (10)
                สารแขวนลอยจากผลกล้วย sweet banana ดิบ เมื่อใช้ความเข้มข้นสูงสามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารแบบเฉียบพลันที่เกิดจาก indomethacin เช่นเดียวกับผลของ phosphatidylcholine และเพคตินซึ่งเป็นสารในกล้วย  และในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารแบบเรื้อรัง สารแขวนลอยจากกล้วยดิบให้ผลการรักษาไม่สมบูรณ์และออกฤทธิ์ชั่วคราวเท่านั้น (11)
                เมื่อให้หนูขาวกินแป้งจากกล้วยป่าขนาด 1 ก./กก.  พบว่ายับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก indomethacin, เอทานอล และ hypothermic-restraint  69, 44 และ 48% ตามลำดับ (12)  หนูขาวที่กินแอสไพริน แล้วกินผลกล้วยป่าดิบ พบว่าป้องกันไม่ให้เกิดแผลได้ เมื่อกินผงกล้วยดิบขนาด 5 ก. และรักษาแผลที่เป็นแล้วในขนาด 7 ก.  สารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์เป็น 300 เท่า ของผงกล้วยดิบ ส่วนกล้วยสุกไม่ให้ผล (13)   
แป้งจากผลกล้วยออกฤทธิ์สมานแผลและเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อเมือก (6, 14) และเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ (6) นอกจากนี้ยังมีผลต่อกระบวนการสร้าง macrophage cell อันส่งผลไปถึงการรักษาแผล (15)
5.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
สารสำคัญคือ sitoindoside I, II, III, IV, V (15-17)   และยังพบว่าสาร leucocyanidins ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารออกฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย (18)
ข้อควรระวัง
เนื่องจากสารออกฤทธิ์เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ การใช้ระยะยาวจึงต้องระมัดระวังเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากยังไม่มีผู้ศึกษาพิษของสารสำคัญ
6. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
 6.1 การศึกษาความเป็นพิษเมื่อฉีดสารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากเปลือกผลแห้ง เข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 1 ก./กก. (19)  หนูขาวที่กินแป้งจากกล้วย ขนาด 1.25, 2.5 และ 5 ก./กก. นาน 5 สัปดาห์ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา และชีวเคมีเพียงเล็กน้อย ไม่พบความผิดปกติทางสรีรวิทยา (12)                       
6.2 พิษต่อตับเมื่อป้อนน้ำคั้นจากลำต้น ทางสายยางสู่กระเพาะอาหารในหนู ขนาด 2 ซีซี/ตัว  มีผลทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ และภายใน 1-7 วัน ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส ออกซาเลท และกรด glycolic ในเลือดลดลง (20)
6.3 ก่อกลายพันธุ์สารสกัดน้ำจากดอกกล้วยไม่ทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ (21) และสารสกัดน้ำ (21) และผงแห้งของกล้วยสุกจากกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และกล้วยไข่ (22) ยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ด้วย (21, 22)
6.4 พิษต่อยีนเมื่อทดสอบสารสกัดน้ำของผลกล้วยต่อเซลล์รังไข่ของหนูแฮมสเตอร์  มีผลทำให้เกิดความเป็นพิษต่อโครโมโซม โดยทำให้โครโมโซมในช่วงการแบ่งตัวนั้นแตกสลาย ซึ่งผลจะลดลงเมื่อหนูแฮมสเตอร์ได้รับ liver microsomal S9 mixture  ดังนั้นพิษอาจถูกกำจัดโดยตับ (23)การศึกษาวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงผลของ 2-trans-hexenal ซึ่งพบในกล้วย 35 ppm พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครอมกลั้วปากด้วยสารละลาย 2-trans-hexenal ความเข้มข้น 10 ppm เป็นเวลา 3 วัน พบว่าปริมาณ micronuclei (MN) เพิ่มขึ้น แสดงว่าเป็นพิษต่อยีน แต่เมื่อให้อาสาสมัครกินกล้วย 3-6 ผล เป็นเวลา 3 วัน อาสาสมัคร 6 ใน 7 คน มี MN เพิ่ม แต่ไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม (24)
6.5 ทำให้เกิดอาการแพ้มีรายงานว่าผู้ที่รับประทานกล้วยอาจเกิดอาการแพ้ได้ พบว่าเมื่อทำ scratch test คนไข้ 1 ใน 2 มีอาการแพ้ เนื่องจากยางกล้วย (25) และพบอาการแพ้ยางกล้วยในคนไข้ (26, 27)
6.6 ฤทธิ์ต้าน thiaminน้ำคั้นจากกล้วยมีฤทธิ์ต้าน thiamin (28)
6.7 ผลต่อระบบประสาท
เมื่อฉีดน้ำคั้นจากลำต้นเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนูขาว พบว่าทำให้มีอาการเป็นอัมพาต (29, 30)
amine ที่มีอยู่ในกล้วยป่าอาจทำให้ปวดหัวชนิด migraine และไม่ควรรับประทานกล้วยป่าดิบ ต้องทำให้สุกก่อน (31)
 
การใช้กล้วยรักษาอาการแน่นจุกเสียด
                    ใช้ผลกล้วยดิบหรืออาจใช้ผลกล้วยดิบที่ฝานบางๆแล้วตากแห้ง รักษาโรคหรืออาการปวดท้องจุกเสียด (32)
 
การใช้กล้วยรักษาอาการท้องเสีย
                    ใช้กล้วยดิบๆมาหั่นบางๆตากแดดให้แห้ง และบดให้ละเอียดเป็นแป้ง ใช้ผงกล้วยนี้ในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่ในถ้วยน้ำชา และเอาน้ำผึ้งผสม 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานแก้ท้องเสีย (33)
 
เอกสารอ้างอิง
1.Ko R.  Action of fruit juices upon the typhoid bacillus.  Taiwan Igakukai Zasshi 1917;179:569-80. 
2.Scott WE, Mckay HH, Schafier PS, Fontaine TD.  The partial purification and properties of antibiotic substances from the banana (Musa sapientum).  J Clin Invest 1949;28:899-902. 
3. Matsuo T, Itoo S.  Comparative studies of condensed tannins from several young fruits.  Engei Gakkai Zasshi (Journal of Japanese for Horticultural Science) 1981;50(2):262-9. 
4. Reynolds JEF; ed.  Martindale: The extra pharmacopocia.  London: The Pharmaceutical Press, 1989:779. 
5. Emery EA, Ahmad S, Koethe JD, Skipper A, Perlmutter S, Paskin DL.  Banana flakes control diarrhea  in enterally fed patients.  Nutr Clin Pract 1997;12(2):72-5. 
6. Goel RK, Gupta S, Shankar R, Sanyal AK.  Anti-ulcerogenic effect of banana powder (Musa sapientum var. paradisiaca) and its effect on mucosal resistance.  J Ethnopharmacol 1986;18(1):33-44. 
7. Sithisoonthorn S, Hongcharoen A, Mekmance R.  Pharmacological activity of Musa sapientum.  Special Project for the Degree of B. Sc. (Pharm.), Faculty of Pharmacy, Mahidol Univ, 1989. 
8. Elliott RC, Heward GJF.  The influence of a banana supplemented diet on gastric ulcers in mice.  Pharmacological Reserch Communications 1976;8(2);167-71. 
9. พัชรีวัลย์ ปั้นเหน่งเพชร.  การศึกษาฤทธิ์ของกล้วยในการป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาว.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543:125.   
10. Pannangpetch P, Vuttivirojana A, Kularbkaew C, Tesana S, Kongyingyoes B, Kukongviriyapan V.  The antiulcerative effect of Thai Musa species in rats.  Phytother Res 2001;15(5):407-10. 
11. Dunjic BS, Svensson I, Axelson J, Adlercreutz P, Ar’Rajab A, Larsson K, Bengmark S.  Green banana protection of gastric mucosa against experimentally induced injuries in rats. A multicomponent mechanism ?  Scand J Gastroenterol 1993;28(10):894-8. 
12. Costa M, Antonio MA, Souza Brito ARM.  Effects of prolonged administration of Musa paradisiaca L. (banana), an antiulcerogenic substance, in rats.  Phytother Res 1997;11(1):28-31. 
13. Best R, Lewis DA, Nasser N.  The anti-ulcerogenic activity of the unripe plantain banana (Musa spp.).  Br J Pharmacol 1984;82:107-16. 
14. Mukhopadhyaya K, Bhattacharya D, Chakraborty A, Goel RK, Sanyal AK.   Effect of banana powder (Musa sapientum var. paradisiaca) on gastric mucosal shedding.   J Ethnopharmacol 1987; 21(1): 11-9. 
15. Chattopadhyay S, Chaudhuri S, Ghosal S.   Bioactive phytosterol conjugates. Part 3. Activation of peritoneal macrophages by sitoindoside IV, an anti-ulcerogenic acylsterylglycoside from Musa paradisiaca.   Planta Med 1987; 52: 16-8. 
16. Ghosal S, Saini KS.  Sitoindosides I and II, two new antiulcerogenic sterylacylglucosides from Musa paradisiaca.  J Chem Res (S) 1984;4:110. 
17. Ghosal S.   Bioactive phytosterol conjugates. Part 2. Steryl glycosides and acyl steryl glycosides from Musa paradisiaca.  Phytochemistry 1985;24( 8) :1807-10.   
18. Lewis DA, Fields WN, Shaw GP.  A natural flavonoid present in unripe plantain banana pulp (Musa sapientum L. var. paradisiaca) protects the gastric mucosa from aspirin-induced erosions. 
19.  Dhar ML, Dhar MN, Dhawan BN, Mehrotra BN, Srimal RC, Tandon JS.  Screening of  Indian plants for biological activity. Part IV.  Indian J Exp Biol 1973;11:43-54. 
20.  Kailash P, Varalakshmi P.  Effect of banana stem juice on biochemical changes in  liver of normal and hyperoxaluric rats.  Indian J Exp Biol 1992;30(5):440-2. 
21.  Saseelung S.  Antimutagenicity of water extract from Thai indiginous vegetables using somatic mutation and recombination test.  รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2003. 
22.  Kruawan K, Kangsadalampai K, Limpichaisopon K.  Antimutagenic of different lyophilized ripe bananas on mutagens in Ames test and somatic mutation and recombination test.  Thai J Pharm Sci 2004;28(1-2):83-94. 
23.  Stich HF, Rosin MP, Wu CH, Powrie WD.  Clastogenic activity of dried fruits.  Cancer Lett 1981;12(1-2):1-8. 
24. Dittberner U, Schmetzer B, Golzer P, Eisenbrand G, Zankl H.  Genotoxic effects of 2-trans-hexenal in human buccal mucosa cells in vivo.  Mutat Res 1997;390(1-2):161-5. 
25. Dompmartin A, Szczurko C, Michel M, et al.  Two cases of urticaria following fruit ingestion, with cross-sensitivity to latex.  Contact Dermatitis 1994;30(4):250-2. 
26. Makinen-Kiljunen S.  Banana allergy in patients with immediate-type hypersensitivity to natural rubber latex: characterization of cross-reacting antibodies and allergens.  J Allergy Clin Immunol 1994;93(6):990-6. 
27. Fernandez de Corres L, Moneo I, Munoz D, Bernaola G, Fernandez E, Audicana M, Urrutia I.  Sensitization from chestnuts and bananas      in patients with urticaria and anaphylaxis from contact with latex.  Ann Allergy 1993;70(1):35-9. 
28. Rattanapanone V.  Antithiamin factor in fruits, mushrooms and spices.  Chiang Mai Med Bull 1979;18:9-16. 
29. Benitez MA, Navarro E, Feria M, Trujillo J, Boada J.  Pharmacological study of the  muscle paralyzing activity of the juice of the banana trunk.  Toxicon 1991;29(4/5):511-5.   
30. Singh YN, Dryden WF.  Muscle paralyzing effect of the juice from the trunk of the banana tree.  Toxicon 1985;23(6):973-81. 
31. Gruenwald J, Brendler T, Jaenicke C, et al (eds.).  PDR for herbal medicines (2ndEdition).  New Jersey:Medical Economic Company, 2000:858pp.
32. โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง.  คู่มือสมุนไพรน่าใช้ เล่ม 2.  กรุงเทพฯ: บริษัทเอดิสันเพรสโปรดักส์จำกัด, 2528:84. 
33. พระหอม.  แบบสัมภาษณ์ผู้ใช้โดยโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง.
 
:) หากมีความพอเพียง ชีวิตก็เพียงพอ :)