แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - ผู้ดูแลระบบ

หน้า: [1] 2
2

ส่งความสุขวันสงกรานต์

3
 8) 8) 8)

มีโอกาส ได้ไปพักสมอง ไปเจอความ งดงาม ตามธรรมชาติ ช่วงหน้าฝน ต้นหนาว สุดยอดน้ำตก ของเมืองอุบลราชธานีครับ


4
 8) 8) 8)

ทะเบียนพรรณไม้ (เริ่มรวบรวมทะเบียนพรรณไม้ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554
สะสมได้ทั้งหมด จำนวน  573  ชนิด
ดังไฟล์ที่แนบด้านนี้ล่างสุด
เป็นไฟล์ PDF เปิดด้วยโปรแกรม Acrobat reader ,Adobe Reader XI, หรืออื่นๆ ที่อ่านไฟล์ PDF
ปกติจะมีอยู่แล้วในทุกเครื่อง
หากไม่มี   คลิกดาวน์โหลดโปรแกรมอ่าน PDF ที่นี่1 หรือ  คลิกดาวน์โหลดโปรแกรมอ่าน PDF ที่นี่2


 8) 8) 8)

5


" สีสัน สวยงามบาดจิต เพ่งพิศ งวยงงสงสัย
กลีบดอก บาดตาบาดใจ ฟุ้งสลาย กลิ่นอ่อนๆ ตอนเย็นๆ

หมู่ภมร ถลาร่อน เป็นก้อนกลุ่ม
ไซตาม
พุ่ม ตามดอก ออกน้ำหวาน  เต่าทองห้อย มดน้อยไต่ ไรชื่นาน
อีกไม่นาน
ผล
คงออก บอกใจรอ"

ประพันธ์โดย ครูสุรพล  กิ่มเกลี้ยง

6
พรรณ, พันธุ์

           พรรณ หมายความว่า ชนิด ใช้กับคำว่าพืช เป็น พืชพรรณ เพราะไม่ปรากฏเป็นวงศ์ญาติ เช่น พรรณข้าว พรรณปลา

           พันธุ์ หมายความว่า เผ่าพงศ์ ใช้กับคำว่า เผ่า เป็นเผ่าพันธุ์ กับคำว่า พงศ์ เป็นพงศ์พันธุ์

           มีที่สังเกตว่า ถ้าใช้กับคนเป็น เผ่าพันธุ์ พงศ์พันธุ์ ใช้กับสัตว์หรือต้นไม้เป็นพรรณ พืชพรรณ

           ทีนี้ในคนนั้นเอง ถ้าไม่ได้หมายความทางเผ่าพงศ์ แต่หมายความทางพืชพรรณ เช่นพูดว่ามนุษย์สืบพืชพรรณของมนุษย์ ดังนี้แล้ว ก็ใช้เป็นพรรณ ได้

           ต่อมาที่ประชุมได้หยิบยกเรื่อง พรรณ พันธุ์ ขึ้นพิจารณาอีกและกรรมการแต่ละท่านได้แสดงความเห็นดังต่อไปนี้:-

           กรรมการผู้หนึ่งแสดงความเห็นว่า อันที่จริงคำซึ่งแปลว่า เผ่าพันธุ์นั้น ข้าพเจ้าเองมีความเห็นว่า เป็นคำไทยซึ่งเห็นได้ในภาษาอะหม และอันที่จริงควรจะเขียนว่า “พัน” ความหมายจึงได้ทั้งคนและสัตว์และต้นไม้ ข้าพเจ้าไม่มีพจนานุกรมอะหมอยู่ที่กระทรวง จึงไม่สามารถจะคัดข้อความมาได้ แต่ถ้าทางคณะกรรมการพลิกพจนานุกรมอะหมดูแล้ว จะเห็นว่ามีคำดั่งที่ข้าพเจ้าว่า เพราะข้าพเจ้าจำได้แน่ว่าเคยค้นพบ

           การที่ข้าพเจ้ากล่าวข้อความข้างต้นนี้ ก็มีความประสงค์เพียงเฉพาะจะแสดงให้เห็นว่า ด้วยเหตุใด คำว่า “พัน” หรือ “พันธุ์” มีนัยกว้างขวาง ใช้ได้หลายทาง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้แก้ตัวสะกดซึ่งนิยมใช้กันอยู่ (ส่วนเรื่องคำว่า “พันธุ์” กับ “พันธ์” –ผูกพันธ์ – นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะไม่พิจารณาในที่นี้)

           คำว่า “พันธุ์” กับ “พรรณ” นั้น จะเห็นความหมายได้จากตัวสะกดนั้นเอง “พันธ์” หมายความว่า ต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้น หมายความถึงเชื้อสายอันเนื่องจากกำเนิด เพราะฉะนั้น คำว่า “เผ่าพันธุ์” ที่เขียนว่า “พันธุ์” นั้น เป็นอันถูกต้องแล้ว ส่วน พรรณ นั้นตามศัพท์หมายถึงสีตามความหมายก็คือ ชนิด ซึ่งแต่เดิมเนื่องมาจาก สี แต่บัดนี้ อาจจะนิยมอย่างอื่นกว่าสี ก็ได้ความหมายก็คงได้แก่ชนิด นั่นเอง แต่ ชนิด ทั้งนี้มิได้หมายถึงกำเนิด

           ขอซักตัวอย่าง “พันธุ์ข้าว” และ “พรรณข้าว” พันธุ์หมายถึงพืช (seed) พันธุ์ข้าวจึงหมายถึง seed คือ พืชข้าว, “พรรณข้าว” ถ้าใช้ก็หมายความถึงชนิดต่าง ๆ ของข้าว เช่น variety ของข้าวเป็นต้น แต่โดยเหตุที่คำว่า “พันธุ์” กับ “พรรณ” เสียงเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า เราควรจะใช้ “พันธุ์ข้าว” เท่านั้น ถ้าจะใช้ชนิด ของข้าวโดยนัย variety แล้วควรจะใช้ “วิกัติ” เป็นอันว่าเราไม่ควรใช้ “พรรณข้าว” โดยนัยหมายความว่า seed หรือพืชของข้าว

           คำว่า “พืชพันธุ์” และ “พืชพรรณ” ถ้าจะเขียนว่า “พืชพันธุ์” แล้ว ก็มีความหมายเหมือนกัน คือ หมายถึงเชื้อสาย หรือ กำพืด แต่ถ้าใช้ว่า พืชพรรณ แล้ว หมายถึงชนิดสิ่งที่มีชีวิตเนื่องจากพืช หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง พรรณไม้

           ตามที่ได้ตกลงไว้ว่า “พรรณ” หมายความว่าชนิด “พันธุ์” หมายความว่า เผ่าพงศ์นั้น เป็นอันถูกต้องแล้ว แต่ทั้งนี้ต้องขยายความ เผ่าพงศ์ ให้กว้างออกไป ให้รวมถึงสัตว์และต้นไม้ด้วย คือตรงกับ breed หรือ seed ด้วย ตัวอย่างที่ให้ไว้ตอนท้ายว่า “มนุษย์สืบพืชพรรณของมนุษย์” นั้น อันที่จริงก็เขียนได้ทั้งสองทาง แต่มีความหมายต่าง ๆ กัน ถ้าเขียนว่า “สืบพืชพันธุ์” ก็หมายความว่า สืบเชื้อสายหรือเชื้อชาติ (race) ถ้าเขียนว่า “สืบพืชพรรณ” แล้วหมายความว่าสืบชนิด หรือ species

           ส่วนตัวอย่างที่เป็นปัญหาที่ว่า “ม้า พันธุ์ สเปนขาว คอหนา เหมือนม้าเรา มันหัดดีแท้ ๆ สืบ พืชพันธุ์ มา ๓๐๐ ปี เศษ” นั้น ไม่ขัดกับความเห็นที่ข้าพเจ้าเสนอนี้เลย คือ หมายความว่า ม้าเชื้อสายสเปน (breed) สืบพืชพันธุ์ ก็ breed เหมือนกัน เห็นว่าสะกดถูกแล้วเพราะความหมายบ่งถึงกำเนิดของม้า ไม่ใช่หมายความถึงแบ่งชนิด โดยอาศัยเกณฑ์อื่นนอกจากกำเนิด คือ หมายความว่า ไม่ใช่จำแนกสีเป็นต้น

           ตามที่ข้าพเจ้าว่ามานี้ เชื่อว่าจะเห็นความหมายแห่ง “พันธุ์” กับ “พรรณ” ต่างกันอย่างไรแล้ว แต่โดยเหตุที่เสียงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการนิยมใช้เพื่อที่จะป้องกันมิให้เข้าใจผิด ก็ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสมแก่กรณีด้วย

           กรรมการอีกผู้หนึ่งแสดงความเห็นว่า พรรณ และ พันธุ์ สองศัพท์นี้ มีมูลและธาตุมาอย่างไร ขอผู้ถนัดรู้ถนัดเห็นโปรดอธิบาย ข้าพเจ้าเพียงขอเสนอเฉพาะความเข้าใจ ดั่งต่อไปนี้:-

           “พรรณ” คือ วรรณ, หมายถึง ผิว สี รูป เพศ, เช่น ผิวพรรณ สีสันวรรณ รูปพรรณ.

           “พันธุ์” หมายถึง เชื้อสาย เทือกเถา เหล่ากอ, เช่น พงศ์พันธุ์ พืชพันธุ์ สืบพันธุ์.

           คำว่า “เพาะพันธุ์ปลา” "พันธุ์ข้าวปลูก" "ผสมพันธุ์ม้า"

           "เพาะพันธุ์ปลา" คือ เอาปลาพรรณใดพรรณหนึ่ง ผสมกันให้ได้เกิดปลาที่ดีหรือที่ต้องการ เพื่อเป็นพันธุ์ สืบเชื้อสายต่อไป

           “พันธุ์ข้าวปลูก” คือเอาข้าวพรรณใดพรรณหนึ่ง มาเพาะปลูกในตำบลต่าง ๆ เพื่อให้พืชชนิดนั้นแพร่หลาย หรือข้าวสำหรับปลูกก็เรียก

           “ผสมพันธุ์ม้า” คือ เอาม้าพรรณใดพรรณหนึ่ง มาผสมกันให้เกิดลูกเป็นม้าอย่างดีหรืออย่างที่ต้องการ เพื่อเป็นพันธุ์ต่อไป

           แต่ยังไม่เข้าใจว่า ส่วนแก่ปลา ไยจึ่งใช้คำ “เพาะ” ส่วนแก่ ม้า ไยจึ่งใช้คำ “ผสม”

           น่าจะเป็นว่า ส่วนแก่ปลานั้น เพราะเหตุปลารัดกันเองโดยลำพังได้ คนไม่ต้องช่วยเหมือนเอาเมล็ดข้าวไปกล้าไว้ ก็งอกขึ้นเอง จึ่งเรียกว่าเพาะ ส่วนแก่ม้า นั้น คนมีส่วนช่วยจับช่วยจูง จึ่งเรียกว่า “ผสม” ฉะนี้กระมัง

           ประโยคว่า :-

           ๑. ม้าพรรณนี้ ไม่มีกำลัง วิ่งไม่ทน
           ๒. ม้าพันธุ์นี้ ไม่มีกำลัง วิ่งไม่ทน

          รูปประโยคอย่างเดียวกัน แต่ความหมายต่างตามรูปศัพท์ “พรรณ” หรือ “พันธุ์”

           ความสำคัญของประโยค ๑. อยู่ที่ลักษณะสามัญ คือ รูปร่างแห่งม้า

           ความสำคัญของประโยค ๒. อยู่ที่ลักษณะพิเศษ คือ เหล่ากอแห่งม้า ลักษณะพิเศษย่อมเกิดแต่ลักษณะสามัญ หรือลักษณะพิเศษเป็นส่วนเฉพาะ ลักษณะสามัญเป็นส่วนรวม

           ตามความเห็นของข้าพเจ้า เห็นว่า “พรรณ” และ “พันธุ์” สองศัพท์นี้ มีความหมายสมบูรณ์อยู่ในตัวเองแล้ว ไม่จำเป็นต้องบัญญัติอย่างไรเพิ่มเติมลงอีก

           กรรมการผู้หนึ่งว่า คำว่า พรรณ กับ พันธุ์ ตามที่นิยามไว้ ในปทานุกรมฉบับเก่าพอชี้ทางวิธีใช้ได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจำกัดว่าศัพท์นี้ใช้แก่มนุษย์ ศัพท์นี้ใช้แก่สัตว์

           กรรมการอีกผู้หนึ่งว่า “พรรณ ชนิด” ได้แก่ชนิดของบุคคลของสัตว์ และของพฤกษชาติทั่วไป ควรใช้ พรรณ ในเมื่ออ้างถึงชนิดของสิ่งนั้น และพรรณนี้เอง ถ้าพูดถึงในเมื่อจะให้มันสืบกำเนิดต่อไปหรือพูดถึงว่ามันสืบมาจากพรรณไหน ในที่อ้างเช่นนั้นควรใช้ พันธุ์ คือ ต้องการให้มันเป็นเชื้อ หรือเชื้อของมัน แต่ความหมายในชั้นมนุษย์เฉพาะภาษาไทย เมื่ออ้างถึงคำนี้มักหนักไปทาง พันธุ์ ไม่ใช่ พรรณ

           กรรมการผู้หนึ่งว่า “พันธุ์” ในบาลีมีที่ใช้เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับคน เช่น ญาติพนฺธุ, โคตฺตพันฺธุ, มิตฺตพนฺธุ, สิปฺปพนฺธุ ไม่ใช่กับสัตว์และต้นไม้, ทั้งนี้ด้วยความเอื้อเฟื้ออธิบายของกรรมการผู้หนึ่ง

           พันธุ์ ในไทย แต่เดิมมาก็คงใช้เฉพาะที่เกี่ยวกับคน ดังปรากฏในตำราไวพจน์ประพันธ์ของเก่ามีว่า “พวกพ้องเผ่าพันธุ์พงศ์นาม มคธสยาม มาข้องระคนปนคำ ฯ พันธุ์พวกพ้องควรสำ เหนียก ธุประจำ การันต์ต้องเสริม เติมปลาย ฯ”

           บัดนี้ เห็นใช้กับสัตว์และต้นไม้ก็มี ขอซักตัวอย่าง เช่น ม้า โค และสุนัขเป็นต้น, ถ้ามีรูปพรรณต้องด้วยลักษณะนิยมแล้ว มักสอบสวนพิจารณาย้อนหลังไปถึงพ่อม้าและแม่ม้านั้นด้วยให้รู้ว่าสืบพืชพันธุ์มาด้วยลักษณะอย่างไร เคยเห็นพันธุ์สุนัขที่ต้องด้วยลักษณะนิยม ซื้อขายกันด้วยราคาสูง ผู้ขายมีทะเบียนให้ดู ทำคล้ายบัญชีเครือญาติแสดงว่าสืบกำเนิดมาแต่พันธุ์ที่ดีอย่างไร

           โดยอาการอย่างเดียวกันกับที่กล่าวมานี้ พันธุ์ ใช้กับพรรณไม้และเมล็ดข้าวก็ได้ เช่นสักทองป่าแม่แจ่มเป็นพันธุ์ไม้ที่ดีมีค่าสูง หรืออีกนัยหนึ่งข้าวปิ่นทองนครชัยศรีเป็นนิยมว่าดีเยี่ยมเอาเมล็ดไปปลูกในพื้นที่ที่ผิดแปลกดินฟ้าอากาศ ไม่สืบพันธุ์ดีงามเหมือนพันธุ์เมล็ดที่เอาไปปลูก

           พรรณ หมายถึงสี ซึ่งอาจจัดสรรเป็นชนิดต่าง ๆ กัน ไม่หมายถึงการสืบเนื่องซึ่งกันและกัน ใช้ได้ทั่วไปในกรณีที่เกี่ยวกับคนสัตว์และต้นไม้

           พันธุ์ พรรณ มีความต่างกัน จะใช้อย่างไรต้องแล้วแต่ความหมาย ในกรณีที่ใช้เมื่อพิจารณาดังกล่าวมานี้รู้สึกว่าข้อสังเกตที่ลงไว้ในรายงานเดิมต้องยกเสีย หรือมิฉะนั้นก็ขยายความเพิ่มเติม

           กรรมการอีกผู้หนึ่งว่า ตามที่ตกลงกันไว้แต่เดิมนั้น ชอบแล้ว เห็นยังขาดอีกนิดเดียว ตรงที่ว่า ในคนนั้นเอง ถ้าหมายความทางพืชพรรณก็ใช้เป็น พรรณ ได้ ดังนี้ ตามที่เราพูดกันอยู่เสมอ ความที่เราจะใช้ พรรณ กับคน ไม่จำเพาะแต่หมายความทางพืชพรรณ แม้ถึงหมายทางชนิดเราก็พูดว่า พรรณ เหมือนกัน เช่น พูดกันว่า “คนพรรณนี้, ก็มีด้วย” ดังนี้เป็นต้น จึ่งเห็นควรจะแก้ความตอนนี้ให้ใช้ได้ตลอดไป ดังนี้ ว่าถ้าไม่ได้หมายความทางเผ่าพงศ์ แต่หมายความทางชนิด เช่น พูดว่ามนุษย์สืบพืชพรรณของมนุษย์ ดังนี้แล้วก็ใช้เป็นพรรณได้ นี้เฉพาะคน ส่วนที่เป็นสัตว์หรือต้นไม้ไม่มีทางจะใช้พันธุ์เลย

           กรรมการผู้หนึ่งว่า ไม่ว่ามนุษย์ไม่ว่าสัตว์ตลอดจนสิ่งที่มีชีวิตอื่น เช่น ต้นหมากรากไม้ บรรดาที่สังวาสกันเกิดลูกหลานออกมา ลูกหลานนั้นเรียกว่า “พันธุ์” ทั้งนั้น

           กรรมการอีกผู้หนึ่งว่า คำว่า “พันธุ์” นี้เมื่อพูดตามหลักเดิมที่ใช้แล้ว ใช้สำหรับคนอย่างเดียว เช่น ญาติพนฺธุ, โคตฺตพนฺธุ, มิตฺตพนฺธุ, สิปฺปพนฺธุ, สัตว์ก็ดี สิ่งของก็ดี ไม่ใช้ว่าพันธุ์ เลย แต่เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยจะนำมาใช้แต่ศัพท์ ส่วนความหมายเดิมจะไม่นำมาใช้ด้วยหรืออย่างไรแล้วแต่จะบัญญัติกัน จะอย่างไรก็ตามขออย่าให้ลำบากเมื่อใช้ เช่นว่าประกวดพรรณม้าหลายชนิด เราไม่รู้จะแยกเขียนอย่างไร

           กรรมการผู้หนึ่ง รับรองและเสนอต่อไปว่า ภาษาไทยไม่ได้เอาศัพท์เดิมมาใช้แต่ศัพท์ รักษาอรรถเดิมด้วย คน ใช้ได้ทั้งสองอย่างคือ พรรณกับพันธุ์ ส่วนสัตว์ ใช้พรรณ อย่างเดียวพอแล้ว ชาติก็คือชนิด สืบพรรณก็คือสืบชนิดนั่นเอง

           เจ้าหน้าที่เสนอว่า คำว่า พันธุ์ ในคำว่า อวัยวะสืบพันธุ์ จะเขียนอย่างไรดี

           กรรมการผู้หนึ่งเสนอว่า ควรเขียน พันธุ์ เพราะอวัยวะนั้นเป็นเครื่องสืบเผ่าพันธุ์

           กรรมการอีกผู้หนึ่ง ยังคงเห็นว่าใช้ พรรณ ดีกว่า เพราะในที่นั้นไม่ต้องไปเล็งความถึงเผ่าพันธุ์ หมายความถึงชนิดเท่านั้น เพราะใช้คำ สืบอยู่แล้ว

           กรรมการผู้หนึ่งว่า พันธุ์ หมายความเป็นญาติ ถ้าเขียนเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ ก็หมายว่าอวัยวะสืบญาติ ก็ไม่ได้เรื่องราวอันใด ถ้าใช้เป็นอวัยวะสืบพรรณ ก็หมายความว่าอวัยวะสืบชนิดยังจะได้ความบ้างว่าสืบชนิดของเดิม

           ที่ประชุมได้ปรึกษาหาหลักฐานเกี่ยวด้วยเรื่องนี้พอสมควรแล้ว ในที่สุดลงมติว่าพันธุ์ใช้ในที่ซึ่งเป็นพืชได้ ส่วน พรรณ ใช้ในที่ซึ่งเป็นชนิดอย่างเดียว.

ที่มา : จากหนังสือความรู้ทางอักษรศาสตร์

7
ไม้ต้น / มะดัน รหัส 7-34190-001-405
« เมื่อ: 20 มิถุนายน 2013, 13:32:35 pm »

มะดัน รหัส 7-34190-001-405

ชื่อ มะดัน
2. ชื่ออื่น -
3. ชื่อวิทยาศาสตร์ Garcinia schomburgkiana Pierre
4. วงศ์ GUTTIFERAE
5. ชื่อสามัญ Madan
6. แหล่งที่พบ พบทั่วไปของทุกภาคมากภาคกลาง
7. ประเภทไม้ ไม้ยืนต้น
8. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ต้น ไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านเล็กๆ มากมาย โคนกิ่งเล็กๆ จะเป็นเต้านูนรอบบางต้นมีกิ่งเล็กๆ งอกสานกันไปมาคล้ายรังนก เรียก รกมะดัน
ใบ เป็นใบรูปหอกสีเขียวแข็งออกเป็นคู่ตรงข้ามกันเป็นมัน ใบยาวประมาณ 9 ซม. กว้าง 2.5 ซม. ปลายแหลม
ดอก ดอกออกเป็นกลุ่ม 3-6 ดอก ดอกเดี่ยวเล็กๆ ดอกสีเขียวและแดงเรื่อๆ มี 4 กลีบ ยาว 6.5 มม. กว้าง 3 มม. ออกตามข้อ
ผล เป็นรูปกลมยาวปลายเรียวหรือยาวรี ผลยาว 5-7 ซม. กว้าง 2-3 ซม. ผลสีเขียวเป็นมันรสเปรี้ยวจัด

9. ส่วนที่ใช้บริโภค ยอดอ่อน ใบอ่อน ผลอ่อน 10. การขยายพันธุ์ เมล็ด
11. สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ชอบดินร่วนซุยชุ่มชื้นขึ้นบริเวณป่าโปร่ง ป่าละเมาะทั่วไปหรือที่ลุ่มต่ำ
12. ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ยอดอ่อน ใบอ่อน (ฤดูฝน) ผล เดือนสิงหาคม – กันยายน
13. คุณค่าทางอาหาร คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย



14. การปรุงอาหาร ยอดอ่อน ใบอ่อน รับประทานเป็นผักสดหรือลวกร่วมกับน้ำพริก ยำ ผล นำมาปรุงให้ รสเปรี้ยวให้แทนมะนาวได้ เช่น แกงสายบัว แกงส้ม แกงปลา น้ำพริกมะดัน ซอยใส่ ข้าวคลุกกะปิ หรือนำไปดอง 15. ลักษณะพิเศษ ใบมีรสเปรี้ยว ผลรสเปรี้ยวจัด บำรุงโลหิต ช่วยขับเสมหะ ขับฟอกโลหิต ระบายอ่อนๆ
16. ข้อควรระวัง -
17. เอกสารอ้างอิง
กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. 2535. คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. 48 หน้า.
คณะอนุกรรมการประสานงานวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และไม้โตเร็วอเนกประสงค์. 2540. ไม้อเนกประสงค์ กินได้. 486 หน้า.
เต็ม สมิตินันทน์. 2523. ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ชื่อพฤกษศาสตร์-ชื่อพื้นเมือง). กรมป่าไม้ 379 หน้า.
วัชรี ประชาศรัยสรเดช. 2542. ผักพื้นเมือง เหนือ อีสาน ใต้. 81 หน้า.
สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2542. ผักพื้นบ้านภาคกลาง 279 หน้า.
สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2538. ผักพื้นบ้าน : ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย 261 หน้า.


 

8
ประชุมกลุ่ม 3 สาระ ตอนกลางคืนมีการส่องสัตว์ในโรงเรียนวารินชำราบด้วย...บรรยากาศได้ใจจริง ๆ เจอสัตว์แปลก ๆ มากมาย..ตื่นเต้นกันใหญ่ สังเกตดีๆ คนสวยๆ ที่อยู่ด้านหลังเตรียม..เผ่น 5555



 8) 8) 8)



9
กล้วยไม้ / กล้วยไม้หวาย รหัส 7-34190-001-439
« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 10:51:43 am »
ชื่อวิทยาศาสตร์           : Dendrobium.
วงค์                         : ORCHIDACEAE
ชื่ออื่น                      : หวาย
 
       กล้วยไม้สกุลหวาย (Dendrobium) เป็นกล้วยไม้สกุลใหญ่ที่สุด มีการแพร่กระจายพันธุ์ออกไปในบริเวณกว้างทั้งในทวีปเอเชียและหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก นักพฤกษศาสตร์ได้จำแนกออกเป็นหมู่ประมาณ 20 หมู่ และรวบรวมกล้วยไม้ชนิดนี้ที่ค้นพบแล้วได้ประมาณ 1,000 ชนิดพันธุ์ กล้วยไม้สกุลหวาย มีลักษณะการเจริญเติบโตแบบซิมโพเดียล คือ มีลำลูกกล้วย เมื่อลำต้นเจริญเติบโตเต็มที่แล้วจะแตกหน่อเป็นลำต้นใหม่และเป็นกอ ใบแข็งหนาสีเขียว ดอกมีลักษณะทั่วไปของกลีบชั้นนอกคู่บนและคู่ล่างขนาดยาวพอๆ กันโดยกลีบชั้นนอกบนจะอยู่อย่างอิสระเดี่ยวๆ ส่วนกลีบชั้นนอกคู่ล่างจะมีส่วนโคน ซึ่งมีลักษณะยื่นออกไปทางด้านหลังของส่วนล่างของดอกประสานเชื่อมติดกับฐาน หรือสันหลังของเส้าเกสร และส่วนโคนของกลีบชั้นนอกคู่ล่างและส่วนฐานของเส้าเกสรซึ่งประกอบกันจะปูด ออกมา มีลักษณะคล้ายเดือยที่เรียกว่า “เดือยดอก” สำหรับกลีบชั้นในทั้งสองกลีบมีลักษณะต่างๆ กันแล้วแต่ชนิดพันธุ์ของกล้วยไม้นั้นๆ กล้วยไม้หวายป่าของไทยมีสีสวยงาม ก้านช่อสั้น สำหรับกล้วยไม้สกุลหวายที่เป็นกล้วยไม้อยู่ในป่าของไทย มีหลายชนิดอันได้แก่พวก “เอื้อง” ต่าง

       สกุลหวาย กล้วยไม้สกุลหวายนับว่าเป็นกล้วยไม้ดอกสวยสกุลใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทย คือพบในป่าธรรมชาติ ซึ่งมีรูปร่างลักษณะทั้งดอก ใบ และลำลูกกล้วยแตกต่างกันออกไปอย่างกว้างขวาง กล้วยไม้สกุลหวายมีกลีบชั้นนอกที่มีขนาดยาวไล่เลี่ยกัน กลีบนอกคู่ล่างจะเชื่อมติดกับฐานของเส้าเกสรและที่รอยต่อนี้จะปูดออกมา เรียกกันว่าเดือยมีเรณู 4 ก้อนติดอยู่ที่ปลายของเส้าเกสร จำนวนก้อนเรณูนี้เป็นลักษณะสำคัญที่นักพฤกษศาสตร์ใช้แบ่งกล้วยไม้สกุลหวายกับสกุลอีเรียออกจากกัน เพราะ อีเรียมีเรณู 8 ก้อน กล้วยไม้สกุลหวายเป็นกล้วยไม้ที่เข้าสู้สังคมกล้วยไม้ของเมืองไทยเป็นอันดับสอง
รองจากคัทลียา


10
ไม้ต้น / ตะคร้อ รหัส 7-34190-001-005
« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 10:11:18 am »
ตะคร้อ รหัส  7-34190-001-005
ชื่อวิทยาศาสตร์   Schleichera oleosa (Lour.) Oken
ชื่อวงศ์    SAPINDACEAE
ชื่ออื่น       ค้อ เคาะ โจ๊ก คอส้ม เคาะโจ๊ก มะโจ๊ก มะเคาะ ไม้ตะคร้อ ซะอู่เส่ก ไม้เคาะ (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) กาซ้อ กาซ้อง คุ้ย (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี) ปันโรง (เขมร บุรีรัมย์) ปันรัว (เขมร สุรินทร์) ตะคร้อไข่ (ภาคตะวันตกเฉียงใต้)

ลักษณะวิสัย  ตะคร้อเป็นไม้ต้น ผลัดใบ สูงถึง 40 ม.
เปลือกสีน้ำตาลเทา หรือสีดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ดเล็กน้อย
ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ มีใบย่อย 2–4 คู่ เรียงตรงข้าม บางครั้งเยื้องกัน แผ่นใบย่อยรูปรี ถึงรูปไข่กลับ กว้าง 2.5–9 ซม. ยาว 4.5–20(–25) ซม. คู่ล่างเล็กกว่าคู่บน ปลายเว้าตื้น ถึงมน เป็นติ่งสั้นๆ โคนเบี้ยว ผิวใบด้านบนค่อนข้างเกลี้ยง ด้านล่างมีขน
ดอก เล็ก สีเหลืองนวล หรือเขียวอ่อน กลิ่นหอม ออกเป็นช่อยาวถึง 15 ซม.
ผล รูปไข่กว้าง ถึงค่อนข้างกลม กว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 1.5–2 ซ ม. 

ประโยชน์ เนื้อไม้ใช้ในการอุตสาหกรรมไม้ ทำฟืนและถ่าน เปลือกใช้ย้อมสี ใบอ่อนกินเป็นผัก เยื่อหุ้มเมล็ดกินได้ เมล็ดนำมาสกัดเอาน้ำมันม. เมื่อแก่สุกสีเหลือง เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีเหลือง

11
ไม้ต้น / มะหาด รหัส 7-34190-001-004
« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 10:06:14 am »
มะหาด รหัส  7-34190-001-004
ชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus lakoocha  Roxb.
วงศ์   PAPILIONACEAE
ชื่ออื่น    กาแย  ขนุนป่า  ตาแป  ตาแปง  มะหาดใบใหญ่     หาดหนุน  หาด

ลักษณะวิสัย
ไม้ต้น สูง 15-25 เมตร
ลำต้นตั้งตรง ผิวเปลือกนอกค่อนข้างขรุขระสีน้ำตาลดำ หรือสีเทาแกมน้ำตาล บริเวณเปลือกของลำต้นมักมีรอยแตก และยางไหลซึมออกมาติดต้น
ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่ หรือรูปยาวรี ปลายแหลม โคนเว้ามน กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ใบอ่อนมีขน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็กๆ ใบแก่ขอบมักเรียบ หูใบเรียวแหลม
ดอก ช่อกลมเล็กๆ สีเขียวอมเหลือง ขนาดเล็ก ออกตามง่ามใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่คนละช่อ  แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวเมียกลีบค่อนข้างกลมมน โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกตัวผู้กลีบเป็นรูปขอบขนานปลายกลีบหยัก ยาว 0.5-1 เซนติเมตร
ออกดอกเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน
ผล เป็นผลรวม กลมแป้นใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 6-8 เซนติเมตร เปลือกนอกผิวขรุขระ เนื้อผลค่อนข้างนุ่ม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาลเหลือง เมล็ด แต่ละผลมี 1 เมล็ด  รูปรี ติดผลเดือนมีนาคม - พฤษภาคม

ส่วนที่ใช้ :  แก่นต้นมะหาด อายุ 5 ปีขึ้นไป  ราก เปลือก

สรรพคุณ
แก่น -  ให้ปวกหาด ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด และพยาธิไส้เดือน ละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
แก่นเนื้อไม้ -  แก้ขุกแน่น แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ ขับลม ผายลม แก้ผื่นคัน แก้ตานขโมย เป็นยาระบาย ถ่ายพยาธิไส้เดือนตัวกลม ถ่ายพยาธิเส้นด้าย ถ่ายพยาธิตัวตืด ขับเลือด แก้ลม ถ่ายพยาธิตัวแบน แก้กระษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ท้องผูกไม่ถ่าย
แก่น -  แก้โรคกระษัยไตพิการ แก้กระษัยดาน แก้กระษัยเสียด แก้กระษัยกล่อน แก้กระษัยลมพานไส้ แก้กระษัยทำให้ท้องผูก  แก้ดวงจิตขุ่นมัว ระส่ำระสาย แก้นอนไม่หลับ แก้เบื่ออาหาร แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ปัสสาวะกระปริบกระปรอย ถ่ายพยาธิ  พยาธิตัวตืด แก้ท้องโรพุงโต แก้จุกผามม้ามย้อย แก้ฝีในท้อง แก้ปวด แก้เคือง กระจายโลหิต
ราก -  แก้ไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น ขับพยาธิ แก้ไข้เพื่อฝีภายใน แก้พิษร้อน
เปลือก - แก้ไข้

12
ไม้ต้น / มะพอก รหัส 7-34190-001-003
« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 09:59:02 am »
มะพอก รหัส 7-34190-001-003

ชื่อพื้นเมือง หมักพอก (นครราชสีมา); กระท้อนลอก (ตราด); จัด,จั๊ด (ลำปาง); ตาเลาะ,เหลอะ (ส่วย – สุรินทร์); ตะโลก (เขมร – สุรินทร์); ท่าลอก (พิษณุโลก, ปราจีนบุรี); ประดงไฟ, ประดงเลือด (ราชบุรี); พอก (อุบลราชธานี);  มะคลอก (สุโขทัย, อุตรดิตถ์); มะพอก (ราชบุรี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ); มะมื่อ, หมักมื่อ (ภาคเหนือ); หมักมอก (พิษณุโลก); หมากรอก (ประจวบศีรีขันธ์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Parinari anamense Hance
วงศ์ CHRYSOBALANACEAE Rosaceae

ลักษณะวิสัย เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ  สูง  10 - 20 เมตร  มีเรือนยอดเป็นพุ่ม เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา เป็นสะเก็ดถี่ๆ
ใบ เรียงสลับ ใบเดี่ยว รูปรีแกมรูปไข่ โคนใบมน ปลายใบหยักคอดเป็นติ่งสั้นๆ  เนื้อใบหนา  ท้องใบมีคราบขาว ขอบใบเรียบ
ดอกช่อ  ออกรวมเป็นช่อสั้นๆ   ตามปลายกิ่ง ดอกย่อยเล็ก สีขาว หอมอ่อนๆ  กลีบดอกมี 5 กลีบแยกกัน
ผล  รีหรือทรงกลม ผิวขรุขระคล้ายมีตุ่มหรือมีสะเก็ดสีเทาปนน้ำตาล กว้าง 3 ซม. ยาว 3-4 ซม. การขยายพันธุ์   เพาะเมล็ด 

ประโยชน์  เนื้อไม้ใช้ก่อสร้าง  เนื้อไม้ รสเฝื่อนเมา ต้มดื่มแก้ประดงผื่นคันตามตัว แก้ปวดแสบปวดร้อน แก้น้ำเหลืองเสีย น้ำมันจากผลใช้ทากระดาษทำร่ม
ถิ่นกำเนิด ภูมิภาคอินโดจีน ขึ้นตามป่าดิบ ป่าเบญจพรรณทั่วไปทุกภาค

13
ไม้ต้น / ประดู่ป่า รหัส 7-34190-001-002
« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2013, 09:33:13 am »
ประดู่ป่า รหัส 7-34190-001-002
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pterocarpus  macrocarpus  Kurz
วงศ์ : LEGUMINOSAE - PAPILIONACEAE
ชื่ออื่น :   จิต๊อก ดู่ ประดู่เสน
ลักษณะวิสัย :  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร
ลำต้นเปลาตรง โคนต้นอาจเป็นพูเล็กๆ บ้าง เปลือกสีน้ำตาลดำแตกเป็นระแหงทั่วไป เปลือกในมีน้ำเลี้ยงสีแดง ตามกิ่งและก้านอ่อนมีขนนุมทั่วไป กิ่งแก่เกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มกลมหรือเป็นรูปร่ม ปลายกิ่งห้อยลู่ลง
ใบ เป็นช่อยาว 12-20 ซม. เรียงสลับกัน ช่อหนึ่งๆ มีใบย่อยติดเยื้องๆ กันอยู่ 4-10 ใบ ใบย่อยรูปป้อมมน รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปหอก กว้าง 2.5-5.0 ซม. ยาว 5-15 ซม. โคนใบมนกว้างๆ หรือป้าน ค่อยๆ สอบไปทางปลายใบ ปลายสุดเป็นติ่งแหลม หลังใบเกลี้ยงเป็นมัน ส่วนท้องใบมีขนประปราย ขอบใบเรียบ เส้นแขนงใบถี่โค้งไปตามรูปใบเป็นระเบียบ ก้านใบย่อยยาวไม่เกิน 1 ซม. ก้านใบย่อยและก้านช่อใบบวมและมีขนประปราย จะผลัดใบก่อนออกดอก แล้วผลิใบใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ตอนปลายๆ กิ่ง ช่อหนึ่งๆ ยาว 10-20 ซม. เป็นดอกสมบูรณ์เพศโคนกลีบรองกลีบดอกติดกันเป็นกรวยโค้งเล็กน้อย ด้านนอกมีขนนุ่ม ปลายแยกเป็นแฉกทู่ๆ 5 แฉก ใหญ่ 2 แฉก เล็ก 3 แฉก กลีบดอกเป็นรูปช้อนเล็กๆ ปลายกลีบกว้างและเป็นคลื่น โคนกลีบเรียวสอบเป็นก้านกลีบปกและกลีบปลีก 2 กลีบ เป็นลอนขยุกขยิก ส่วนกลีบหุ้ม 2 กลีบรูปมน เกสรผู้มี 10 อัน รังไข่มีก้านชูรังไข่ ภายในมีไข่อ่อน 2 หน่วย หลอดท่อรังไข่โค้งและจะกลายเป็นจะงอยติดอยู่ที่ขอบครีบของผลในเวลาต่อมา

ผล เป็นแผ่นกลมคล้ายจานบิน ตรงกลางนูนแล้วลาดออกเป็นครีบบางๆ โดยรอบ กว้างประมาณ 5-7 ซม.
ออกดอกเดือน มีนาคม - เมษายน

14


สภาพทั่วไปของสถานศึกษา
ข้อมูลทั่วไป
-  โรงเรียนวารินชำราบ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 1 บ้านท่าข้องเหล็ก ตำบลคำน้ำแซบอำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
 -  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 (อุบลราชธานี - อำนาจเจริญ)
 -  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
 -  กระทรวงศึกษาธิการ
โรงเรียนวารินชำราบ จัดระบบการจัดเรียนการสอน แบ่งเป็น 2 ระดับ
     1.   ช่วงชั้นที่ 3 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3
     2.   ช่วงชั้นที่ 4 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6
โรงเรียนวารินชำราบ มีหมู่บ้านในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนจำนวน  5  ตำบล
     1.   ตำบลคำน้ำแซบ
     2.   ตำบลบุ่งหวาย
     3.   ตำบลห้วยขะยุง
     4.   ตำบลแสนสุข
     5.   ตำบลโนนผึ้ง

ประวัติโรงเรียนวารินชำราบ
ประวัติโดยสังเขป  โรงเรียนวารินชำราบ มีเนื้อที่ประมาณ 32 ไร่เศษ ตั้งอยู่ถนนศรีสะเกษ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2499 เดิมตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตลาดสดเทศบาลเมืองวารินชำราบเปิดสอนระดับ ม.ต้น ปี พ.ศ. 2504 เปิดสอนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ปีพ.ศ.2520 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศตั้งโรงเรียนวารินชำราบเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น  พ.ศ. 2521ได้ย้ายสถานที่มาตั้งอยู่ ณ ที่ดินสาธารณประโยชน์ บ้านท่าข้องเหล็ก ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชราชธานี บนพื้นที่ 28 ไร่เศษและต่อมานางประมัย สุกะวัฒน์ คหบดีของชุมชนได้มอบที่ดิน จำนวน 4 ไร่ เพื่อการศึกษา รวมพื้นที่ตั้งโรงเรียน ประมาณ 32 ไร่เศษ

พ.ศ. 2522 ชุมชนบริจาคทรัพย์และแรงงานก่อสร้างอาคารเรียนชั่วคราว จำนวน 1 หลัง
พ.ศ. 2524 ย้ายนักเรียนทั้งหมดมาเรียน ณ โรงเรียนแห่งใหม่
พ.ศ. 2530 กรมสามัญศึกษาอนุมัติเปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
พ.ศ. 2535 เปิดโรงเรียนสาขา โรงเรียนวารินชำราบ ที่ตำบลสว่าง อำเภอวารินชำราบ จังวัดอุบลราชธานี
พ.ศ. 2540  กระทรวงศึกษาธิการประกาศตั้งโรงเรียนวารินชำราบ(สาขา)เป็นโรงเรียนสว่างวีรวงศ์ กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์
พ.ศ. 2546  ได้รับอนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารหอประชุม100/27 จำนวน 1 หลัง ราคา 4,700,000 บาท
พ.ศ. 2549  งบประมาณก่อสร้างอาคารเรียน 316 ปรับปรุง งบประมาณ 14 ล้านบาท  ได้รับการสนับสนุนครุภัณฑ์เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา ตามโครงการทดลองร่วมจัดการศึกษา  ระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กับ สำนักงานนคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 120 เครื่อง

  อาคารเรียนและอาคารประกอบ
1 อาคารเรียนถาวร แบบ 216 ล (ปรับปรุง 29)1 หลัง 
 2 อาคารเรียนถาวร แบบ 216 ค.1 หลัง 
 3 อาคารเรียนถาวร แบบ 318 (ปรับปรุง)1 หลัง 
 4 อาคารเรียนชั่วคราว1 หลัง 
 5 อาคารเรียนกึ่งถาวร1 หลัง 
6 หอประชุม - โรงอาหาร 1 หลัง 
7 หอประชุม 100/271 หลัง 
 8 โรงฝึกงาน2 หลัง 
 9 บ้านพักครู7 หลัง 
10 ห้องน้ำห้องส้วม4 หลัง 
 11 บ้านพักนักการภารโรง2 หลัง

  สนามกีฬา
1.  สนามฟุตบอล 1 แห่ง
2.  สนามบาสเกตบอล 1 แห่ง
3.  สนามวอลเลย์บอล 1 แห่ง
4.  สนามเปตอง 4 แห่ง
ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียน


ปรัชญาโรงเรียน
     
เรียนเด่น  เป็นนักกีฬา  สามัคคี  มีมารยาท
 
อักษรชื่อย่อโรงเรียน
            

คติพจน์ของโรงเรียน

สวิชาโน ภวํ โหติ : ผู้รู้ดี คือ ผู้เจริญ

สีประจำโรงเรียน


สีเหลือง หมายถึง ความสว่าง
สีดำ หมายถึง ความหนักแน่น อดทน


พระพุทธรูปประจำโรงเรียน
   

พระพุทธรูปปางมารวิชัย

     โรงเรียนวารินชำราบชำราบมีระยะทางห่างจากหน่วยราชการที่สำคัญ ดังนี้
- จังหวัดอุบลราชธานี ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร
- ที่ว่าการอำเภอวารินชำราบ ประมาณ 2 กิโลเมตร 
   
   
ผู้บริหารปัจจุบัน นายศิวฤทธิ์  สุตะพันธ์  ตำแหน่ง ผู้อำนวยการ วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ
   

15
 
  ความเป็นมาและแนวทางการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
 
           ตามที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริบางประการเกี่ยวกับ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช "การสอนและอบรมให้เด็กมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์พืชพรรณนั้น ควร ใช้วิธีการปลูกฝังให้เด็กเห็นความงดงาม ความน่าสนใจ และเกิดความปิติที่จะทำการ ศึกษาและอนุรักษ์พืชพรรณต่อไป การใช้วิธีการสอนการอบรมที่ให้เกิดความรู้สึกกลัวว่า หากไม่อนุรักษ์แล้วจะเกิดผลเสีย เกิดอันตรายแก่ตนเอง จะทำให้เด็กเกิดความเครียด ซึ่งจะเป็นผลเสียแก่ประเทศในระยะยาว"
 
           โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจาก พระราชดำริฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ จัดตั้งงาน "สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน" เพื่อเป็นสื่อในการสร้าง จิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยให้เยาวชนนั้น ได้ใกล้ชิดกับพืชพรรณไม้ เห็นคุณค่า ประโยชน์ ความ สวยงาม อันจะก่อให้เกิดความคิดที่จะอนุรักษ์พืชพรรณ ต่อไป ซึ่งสามารถดำเนินการสวนพฤกษศาสตร์ในพื้นที่ของโรงเรียน โดยมีองค์ประกอบดังกล่าว เป็นสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว อีกทั้งใช้ในการศึกษาและเป็น ประโยชน์ต่อเนื่องใน การเรียนการสอนวิชาต่างๆ
 
           สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน  จึงเป็นการดำเนินงานที่อิงรูปแบบของ “สวนพฤกษศาสตร์” โดยมี การรวบรวมพันธุ์ไม้ที่มีชีวิต มีแหล่งข้อมูลพรรณไม้ มีการศึกษาต่อเนื่อง มีการเก็บตัวอย่างพรรณไม้แห้ง พรรณไม้ดอง มีการรวบรวมพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเข้ามาปลูกรวบรวมไว้ในโรงเรียน และภูมิปัญญาท้องถิ่น มีการบันทึกรายงานและข้อมูล รวมทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ มีมุมสำหรับศึกษาค้นคว้าและมีการนำไปใช้ประโยชน์เป็นสื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เป็นการดำเนินการให้สอดคล้อง กับสภาพท้องถิ่น ไม่ฝืนธรรมชาติ และเป็นไปตามความสนใจและความพร้อมของโรงเรียน ดำเนินการ โดยความสมัครใจ ไม่ให้เกิดความเครียด
 
           ดร. พิศิษฐ์ วรอุไร ประธาน คณะกรรมการบริหารโครงการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่อง มาจากพระราชดำริฯ ( ปัจจุบันเป็นกรรมการที่ปรึกษา ในคณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ และประธานคณะที่ปรึกษาประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ) ได้ประชุม หารือกับคณาจารย์และ ราชบัณฑิต ด้านพฤกษศาสตร์ เห็นพ้องต้องกันที่จะใช้ “สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน” เป็นสื่อในการที่จะให้นักเรียน เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้มีความเข้าใจ เห็นความสำคัญ ของพืชพรรณ เกิดความรัก หวงแหน และรู้จักการนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริ และแนวปฏิบัติให้เป็นงานหนึ่งในกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ พันธุกรรมพืช และชัดเจนใน คำจำกัดความของ “สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน” ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือสถาบันการศึกษา โดยใช้แนวทางการดำเนินงานตามแบบอย่างสวนพฤกษศาสตร์ ในการเป็นที่รวบรวม พรรณไม้ที่มีชีวิต มีการศึกษาต่อเนื่อง มีห้องสมุดที่ใช้ในการศึกษา เก็บตัวอย่าง พรรณไม้แห้ง-ดอง แต่ย่อขนาดมาดำเนินการในพื้นที่เล็กๆ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ จึงได้จัดการประชุมเพื่อเผยแพร่ พระราชดำริและแนวทางการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนให้กับโรงเรียนมัธยมสังกัด กรมสามัญศึกษา การประถมศึกษาแห่งชาติ และการศึกษาเอกชน ซึ่งปัจจุบันสังกัดในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) โดยให้โรงเรียนที่สนใจสมัครใจที่จะร่วมสนองพระราชดำริ สมัครเป็นสมาชิก ขณะนี้มีโรงเรียนสมาชิก ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา 860 โรงเรียน ( ณ วันที่ 16 พฤษภาคม 2550)
 
           สำหรับการดำเนินงานในระยะ 5 ปีที่สี่ ( ตุลาคม 2549 – กันยายน 2554 ) มีนโยบายการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เข้มข้น = เนื้อหาวิชาการมากขึ้น เข้มแข็ง = มีผู้เข้าร่วมมากขึ้น พัฒนา = พัฒนาไปสู่ประโยชน์แท้ โดยให้โรงเรียน สถาบันการศึกษา ได้มีสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้ เพื่อเข้าถึงวิทยาการ ปัญญาและภูมิปัญญาแห่งตน ปฎิบัติตนเป็นผู้อนุรักษ์ พัฒนา สรรพชีวิต สรรพสิ่ง ด้วยคุณธรรม ผู้บริหาร ครู อาจารย์ เข้าถึง สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ทั้งปรัชญาและ บรรยากาศสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ปฏิบัติงานเป็นหนึ่ง นักเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา เล่น รู้ ธรรมชาติแห่งชีวิต สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว ระดับมัธยมศึกษา เรียนรู้โดยตน มีวิทยาการของตน โดยธรรมชาติแห่งชีวิต สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว นักศึกษาระดับอุดมศึกษา เรียนรู้โดยตน ในปัจจัย เหตุ และส่งผลแปรเปลี่ยน เป้าหมาย ให้มีโรงเรียน สถาบันการศึกษา เป็นแบบอย่างของ การมี การใช้ ศักยภาพ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนอย่างเหมาะสม ให้นักเรียน นักศึกษาได้เรียนรู้ ทุกสาขาวิชา ในลักษณะบูรณาการวิทยาการ และบรูณาการชีวิต จากปัจจัยศักยภาพ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน การดำเนินงานมุ่งสู่ประโยชน์แท้แก่มหาชน มุ่งสู่กระแสปูทะเลย์มหาวิชาลัย บนฐานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โดยมีปรัชญาการสร้างนักอนุรักษ์ คือให้ การสัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยได้สัมผัส การรู้จริงในสิ่งที่ไม่เคยได้รู้จริง เป็น ปัจจัย สู่ จินตนาการ เหตุแห่งความอาทร การุณย์ สรรพชีวิต สรรพสิ่ง และให้เกิด บรรยากาศสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน บนความเบิกบาน บนความหลายหลาก สรรพสิ่ง สรรพการกระทำ ล้วนสมดุล พืชพรรณ สรรพสัตว์ สรรพสิ่ง ได้รับความการุณย์ บนฐานแห่งสรรพชีวิต นักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ ศิลปกร กวี นักตรรกศาสตร์ ปราชญ์น้อย ปรากฏทั่ว
 
           การดำเนินงาน สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ด้วย ศรัทธา ศึกษาเข้าใจในพระราชดำริ เข้าใจในปรัชญา การสร้างนักอนุรักษ์ บรรยากาศสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สร้างแนวคิดในการนำสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้ สร้างแนวทาง และจัดทำกระบวนการหรือวิธีการ โดยประโยชน์จากการดำเนินงานสวนพฤกษสาสตร์โรงเรียนนั้น ได้ทักษะ ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา ศิลปะ การจัดการ และเกิดคุณธรรม ในเรื่องความรับผิดชอบ ความซื่อตรง ความอดทน สามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตา กรุณา มุทิตา ฯลฯ
 
            ธรรมชาติของสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ดำเนินการโดย ผู้ไม่เชี่ยวชาญ บทบาทสำคัญคือเมื่อมีแล้ว ใช้พื้นที่นั้น เรียนรู้ เป็นสถานอบรมสั่งสอนเบ็ดเสร็จ เกิดทั้งวิทยาการและปัญญา กำหนดแนวทาง ในการใช้ธรรมชาติเป็นปัจจัย ให้เรารู้สิ่งรอบตน โดยการสัมผัสด้วยตา หูจมูก และจิตที่แน่ว จรดจ่อ อ่อนโยน ให้อารมณ์ ในการสัมผัส เรียนรู้ขณะที่สัมผัส แล้วกลับมาพิจารณาตน ชีวิต กาย จิตใจ การดำเนินศึกษาเรียนรู้จากสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ข้อมูลที่ได้รับจะเป็นฐานด้านทรัพยากรกายภาพและชีวภาพ เกิดเป็นตำราในแต่ละเรื่อง เป็นฐานความรู้ เกิดความมั่นคงทาง วิทยาการ ของประเทศไทย เกิดเป็นผลทางเศรษฐกิจ เป็นฐานของเศรษฐกิจพอเพียง
 
           การดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ควรทำด้วยความสมัครใจ สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ให้เกิดความเครียด มีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจน เบื้องแรกต้องทำความเข้าใจในเรื่องแนวคิดแนวปฏิบัติว่า สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เป็นสวนของการใช้ประโยชน์ ที่จะนำมาใช้เป็นฐานการเรียนรู้ ใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน สร้างจิตสำนึกในการ อนุรักษ์พืชพรรณ มิใช่เป็นเพียงสวนประดับ สวนหย่อมหรือ สวนสวยโรงเรียนงาม แต่เป็นงานที่เข้ามาสนับสนุน สวนที่มีอยู่แล้วหรือดำเนินการขึ้นใหม่ ซึ่งจะให้ความรู้ พัฒนาสภาพแวดล้อมตามลำดับ เป็นงานที่จะดำเนินอย่างต่อเนื่องไม่รู้จบ เพราะสามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ไม่ต้องลงทุน เพียงแต่ให้เด็กรู้จักสังเกต เรียนรู้ ตั้งคำถาม และหาคำตอบ เป็นข้อมูลสะสมอันจะ ก่อให้เกิดความรู้และผู้เชี่ยวชาญในพันธุ์ไม้นั้นๆ รวมทั้งเป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์ พรรณไม้ที่เป็นประโยชน์ พืชสมุนไพร พืชผักพื้นเมือง เป็นที่รวมภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นการใช้พื้นที่นั้น เรียนรู้ เป็นสถานอบรมสั่งสอนเบ็ดเสร็จ เกิดมีทั้งวิทยาการ ทั้งปัญญา
 
           สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ของโรงเรียนที่เป็นสมาชิกจะเป็นส่วนหนึ่งของ “สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ” ที่เชื่อมต่อด้วยระบบข้อมูล จะเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด เนื่องจากมีสมาชิกกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีความหลายหลากของพรรณไม้ ภูมิประเทศและความหลายหลากของการปฏิบัติ ในการนำเอาต้นไม้ พืชพรรณในสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนเป็นสื่อการเรียนการสอน เป็นฐานการเรียนรู้
 
            การดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ดำเนินการโดยนักเรียน มีครูอาจารย์เป็นผู้ให้คำแนะนำสนับสนุน ผู้บริหารเป็นหลักและผลักดัน มีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นสนับสนุนทางวิชาการ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน จึงเป็นการดำเนินงานของโรงเรียนโดยสมัครใจ ที่จะนำแนวพระราชดำริและแนวทาง การดำเนินงานที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ให้คำแนะนำมาปฏิบัติ โดยเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียนดำเนินงานตามความพร้อม ไม่ฝืนธรรมชาติ และนำพืชพรรณไม้ใน โรงเรียนพัฒนาเป็นฐานการเรียนรู้ เป็นสื่อการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ อันจะเกิดผลประโยชน์แก่นักเรียน ครู อาจารย์ที่ดำเนินงาน เกิดข้อมูลองค์ความรู้ วิธีการที่จะทำให้เกิดผู้เชี่ยวชาญ สามารถที่จะนำไปใช้เป็นผลงานทางวิชาการ เพื่อเสนอขอตำแหน่งปรับระดับตำแหน่งทางวิชาการต่อไป
 
            สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนมีวิธีดำเนินการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมการดำเนินงานสอดคล้อง กับแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 นโยบายปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กรมสามัญศึกษา การประถมศึกษาแห่งชาติ นโยบายส่วนใหญ่ของโรงเรียน และสอดคล้องกับในหมวด 4 แนวทางจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

หน้า: [1] 2