แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - Chakkrawut Sattham

หน้า: [1] 2
1
เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๘ คณะครูและนักเรียนในงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนวารินชำราบ จัดโครงการสำรวจพันธุกรรมพืชในท้องถิ่นตามโครงการอนุรักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ณ ป่าชุมชน ป่าโนนเอียด ม.๑ บ้านโนนโหนน ต.โนนโหนน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี


2
เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา คณะครูและนักเรียนโรงเรียนวารินชำราบ ได้เข้าเยี่ยมชมบ้านคำปุน ซึ่งเป็นบ้านทรงอีสานกึ่งพิพิธภัณฑ์ โดยมีคุณมีชัย สุจริยา บุตรชายของคุณแม่คำปุน ศรีใส เป็นผู้นำเยี่ยมชม

3
รายการเสียงตามสาย จากชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

วันที่ 3 สำหรับรายการเสียงตามสายจากชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน กิจกรรมดีๆ เพื่อความรู้ในเรื่อง สวนพฤกษศาสตร์ครับบบบบบ

มอบหมายหน้าที่ และร่วมกันตรวจบท


การเรียนรู้งาน เพื่อความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ในสัปดาห์หน้าครับ


เจ้าเก่าๆ ^^"

4
คอมพิวเตอร์กราฟิกพรรณไม้ / ดอกชวนชม
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2013, 13:53:26 pm »
เรื่อง ชวนชม
ชื่อนาย จักราวุธ สัตย์ธรรม
เลขที่ 1 ชั้น ม.5/1

5
ไม้พุ่ม / กุหลาบ รหัส 7-34190-001-560
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 16:37:29 pm »
กุหลาบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa hybrids ชื่อสามัญคือ กุหลาบ หรือ rose อยู่ในวงศ์: Rosaceae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย   

 
กุหลาบ  Rosa hybrids  ราชินีแห่งดอกไม้
               กุหลาบ มีชื่อวิทยาศาสตร์ Rosa hybrids ชื่อสามัญคือ กุหลาบ หรือ rose อยู่ในวงศ์: Rosaceae มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
                              วิลเลียม เช็คเปียร์ เคยกล่าวไว้ว่า
                                                       "ในบรรดาดอกไม้ทั้งหมด ฉันคิดว่ากุหลาบสวยที่สุด"
                ตั้งแต่ครั้งโบราณกาล กวีหลายคนสรรเสริญถึงกุหลาบว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามและความรัก นักแต่งเพลงหลายคนเปรียบเทียบสาวสวยว่าเหมือนดอกกุหลาบ จิตรกรหลายคนสร้างผลงานภาพเขียนที่สำคัญเป็นภาพของกุหลาบ และแม้แต่ในปัจจุบันกุหลาบก็ยังเป็นดอกไม้ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก
กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการปลูกเป็นการค้ากันแพร่หลายทั่วโลกมานานแล้ว กุหลาบเป็นไม้ตัดดอกที่มีการซื้อขาย เป็นอันดับหนึ่งในตลาดประมูลอัลสเมีย ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นตลาดประมูลไม้ดอก ที่ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ พ.ศ. 2542 มีการซื้อขายถึง 1,672 ล้านดอก และมักจะมียอดขายสูงสุดในประเทศต่าง ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับไม้ดอกชนิดอื่น ๆ โดยประเทศที่ผลิตกุหลาบรายใหญ่ของโลกได้แก่ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหรัฐอเมริกา โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อิสราเอล เยอรมนี เคนยา ซิมบับเว เบลเยียม ฝรั่งเศส เม็กซิโก แทนซาเนีย และมาลาวี เป็นต้น
                   ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกุหลาบตัดดอกประมาณ 5,500 ไร่ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ แหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก นครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และกาญจนบุรี มีการขยายตัวของพื้นที่มากที่สุดใน อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ซึ่งปัจจุบันประมาณว่ามีพื้นที่การผลิตถึง 3,000 ไร่ เนื่องจาก อ.พบพระ มีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม พื้นที่ไม่สูงชัน และค่าจ้างแรงงานต่ำ (แรงงานต่างชาติ) การผลิตกุหลาบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ การผลิตกุหลาบในเชิงปริมาณ และการผลิตกุหลาบเชิงคุณภาพ การผลิตกุหลาบเชิงปริมาณ หมายถึงการปลูกกุหลาบในพื้นที่ขนาดใหญ่ หรือปลูกในพื้นที่ราบ ซึ่งจะให้ผลผลิตมีปริมาณมาก แต่ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ เช่น ดอกและก้านมีขนาดเล็ก มีตำหนิจากโรคและแมลง หรือการขนส่ง อายุการปักแจกันสั้น ทำให้ราคาต่ำ การผลิตชนิดนี้ต้องอาศัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ส่วนการผลิตกุหลาบในเชิงคุณภาพ นิยมปลูกในเขตภาคเหนือ และบนที่สูง โดยปลูกกุหลาบภายใต้โรงเรือนพลาสติก ในพื้นที่จำกัด มีการจัดการการผลิตและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่ดี ใช้แรงงานที่ชำนาญ ทำให้กุหลาบที่ได้มีคุณภาพดี และปักแจกันได้นาน ตลาดของกุหลาบคุณภาพปานกลางถึงต่ำ (ตลาดล่าง) ในปัจจุบันถึงขั้นอิ่มตัว เกษตรกรขายได้ราคาต่ำมาก ส่วนตลาดของกุหลาบที่มีคุณภาพสูง (ตลาดบน) ผลผลิตในประเทศยังไม่เพียงพอ และขาดความต่อเนื่อง ทำให้ยังต้องนำเข้าดอกกุหลาบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ และมาเลเซีย เป็นต้น
                 ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตกุหลาบคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง หากแต่จะต้องผลิตในพื้นที่ที่เหมาะสม คือพื้นที่สูงมากกว่า 800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล หากปลูกในที่ราบจะได้คุณภาพดีในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ดังนั้นการผลิตกุหลาบมีแนวโน้มเพิ่มพื้นที่การผลิตบนที่สูงมากขึ้น
 กุหลาบจัดอยู่ในวงศ์เดียวกับ แพร์ พีช และเชอรี ส่วนกุหลาบจัดอยู่ในสกุล ROSA ซึ่งมีกุหลาบป่าประมาณ 200 ชนิด และกุหลาบสวนอีกกว่า 10,000 ชนิด ซึ่งถูกเพาะขึ้นมาโดยเฉพาะเป็นพิเศษ กุหลาบทุกชนิดมีลักษณะโดยทั่วไปคือ เป็นไม้พุ่ม ลำต้นแข็ง และมีหนามแหลม ใบเป็นใบประกอบมีจำนวนใบเป็นเลขคี่ ประมาณ 5-7 ใบ กลีบดอกบอบบางอ่อนนุ่ม
              กุหลาบป่าและกุหลาบสวน มีข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ กุหลาบป่าส่วนมากเป็นไม้เลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน กลีบดอกมักมี 5 กลีบ สีขาว สีชมพู หรือแดง และมักจะออกดอกเพียงฤดูเดียว ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นฤดูใบไม้ผลิหรือต้นฤดูร้อน ส่วนกุหลาบสวนมักเจริญขึ้นตรงๆ เป็นพุ่ม หรือเลื้อยตามซุ้ม หรือเป็นลำต้นตรง กุหลาบสวนบางชนิดออกดอก 2 ครั้งต่อปี หรือออกดอกตลอดฤดูใบไม้ผลิจนถึงฤดูหนาว กลีบดอกมีหลายกลีบซ้อนกันหลายชั้น มีสีสันต่างๆมากมายเช่น ชมพู แดง ขาว เหลือง ม่วง ชมพูอมส้ม
 ตำนานดอกกุหลาบ
                กุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มากมาย
               ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้น ศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย
               ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรด์จีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย
               กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม
               บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างหนึ่ง
               กุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอก กุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ
 
ความเป็นมาของดอกกุหลาบในเมืองไทย
               กุหลาบมาจากคำว่า "คุล" ในภาษาเปอร์เชีย แปลว่า "สีแดง ดอกไม้ หรือดอกกุหลาบ" และเข้าใจว่าจากเปอร์เซียได้แพร่เข้าไปในอินเดีย เพราะในภาษาฮินดีมีคำว่า "คุล" แปลว่า "ดอกไม้" และคำว่า "คุลาพ" หมายถึงกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกัน แต่ออกเสียงเป็น "กุหลาบ"  ส่วนคำว่า "Rose" ในภาษาอังกฤษนั้นมาจากคำว่า "Rhodon" ที่แปลว่ากุหลาบในภาษากรีก
               กุหลาบเข้ามาเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกไว้ว่าได้เห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และที่แน่นอนอีกแห่งก็คือ ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงกุหลาบไว้ว่า
                               กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้ง                      หอมรื่นชื่นชมสอง
                          นึกกระทงใส่พานทอง              หยิบรอจมูกเจ้า   เนืองนอง
                สำหรับตำนานดอกกุหลาบของไทยเล่ากันว่า เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 เรื่อง มัทนะพาธา ในเรื่องเล่าถึงเทพธิดาองค์หนึ่งชื่อ "มัทนา" ซึ่งนางได้มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ "สุเทษณะ" ซึ่งพระองค์ทรงหลงรักเทพธิดา "มัทนา" มากแต่นางไม่มีใจรักตอบ จึงถูกสาบให้ไปเกิดเป็นดอกกุหลาบ จึงกลายเป็นตำนานดอกกุหลาบแต่นั้นมา
 
กุหลาบขาว กับ กุหลาบแดง สีไหนเกิดก่อน ?
               มีหลายตำนานเล่าถึงการเกิดกุหลาบสีขาวและกุหลาบสีแดงไว้แตกต่างกัน  ตำนานหนึ่งเล่าว่า กุหลาบขาว เกิดขึ้นก่อน กุหลาบแดง เดิมทีมีนกไนติงเกลตัวหนึ่งมาหลงรักเจ้าดอกกุหลาบขาวแสนสวย ขณะที่มันกำลังจะโอบกอดดอกกุหลาบด้วยความรักนั้นเอง หนามกุหลาบก็ทิ่มแทงที่หน้าอกของมัน หยดเลือดของเจ้านกไนติงเกลเลยทำให้ดอกกุหลาบสีขาวกลายเป็นสีแดง เลยมีดอกกุหลาบสีแดงนับแต่นั้นเป็นต้นมา  ส่วนอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ากุหลาบสีแดงใน สวนอีเดน เกิดจาการจุมพิตของ อีฟ เจ้าดอกกุหลาบขาวที่หญิงสาวจุมพิต เลยเกิดอาการขวยเขินจึงเปลี่ยนเป็นสีแดง
               นอกจากนี้ ความหมายของความรักในศาสนาคริสต์ ถือว่ากุหลาบสีขาวแทนความบริสุทธิ์ของ พระแม่มาเรีย และกุหลาบสีแดงเกิดจากหยาดพระโลหิตของ พระเยซูเจ้า เมื่อถูกสวมมงกุฎหนาม มันจึงเป็นสัญลักษณ์ของผู้ประกาศศาสนาที่พลีชีพเพื่อพระผู้เป็นเจ้า
 
สีกุหลาบสื่อความหมาย
ในวันวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นวันแห่งความรัก ดอกกุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์ และของกำนัลของวันนี้ ดังนั้นเวลาที่คิดจะให้ดอกกุหลาบแก่ใครสักคน เราก็น่าจะรู้ความหมายของสีอันเป็นสื่อความหมายของดอกกุหลาบไว้บ้างก็น่าจะ ดี ซึ่งก็จะมีความดังนี้
สีแดง สื่อความหมายถึง ความรักและความปราถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ คิวปิด และอีรอส เป็นสิ่งนำโชคนำความรักมาให้แก่หญิงหรือชายที่ได้รับ
สีชมพู สื่อความหมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์
สีขาว สื่อความหมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ มิตรภาพ และความสงบเงียบ และนำโชคมาให้แก่หญิงหรือชายเช่นเดียวกับกุหลาบแดง
สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ
สีขาวและแดง สื่อความหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กุหลาบตูม สื่อความหมายถึง ความงามและความเยาว์วัย

6
ไม้พุ่ม / เข็มสามสี รหัส 7-31490-001-555
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:31:07 pm »
ชื่อพื้นเมือง เข็มสามสี
ชื่อสามัญ Rainbow Tree
ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena marginata
ชื่อวงศ์ AGAVACEAE
ลักษณะทั่วไป
ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 1-2 เมตร ลำต้นแก่ผิวมีสีน้ำตาลเข้ม ลำต้นอ่อนผิวเป็นสีน้ำตาลอ่อน
แตกกิ่งแขนงตามส่วน ของข้อลำต้น
ใบ เป็นใบเดี่ยว ใบเรียงวนรอบบริเวณปลายยอด แตกใบอ่อนตรงส่วนยอด รูปใบแคบ ยาว
ปลายใบแหลม ใบมีสี 3 สี คือ สีเขียว สีครีมและสีเหลืองอ่อน แต่ละสีมีลักษณะเป็นลายไป
ตามความยาวของใบ หากเลี้ยงในที่ที่มีแดดจัด สีบนใบจะสดใสสวยงามมาก
การขยายพันธุ์ นิยมใช้กิ่งปักชำ โดยใช้ส่วนยอด หรือลำต้น
ประโยชน์ เป็นไม้ประดับภายนอกอาคาร

7
ไม้ล้มลุก / กระชายดำ 7-34190-001-554
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:28:11 pm »
รายละเอียด: ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia parviflora Wall. Ex Baker
ชื่อวงศ์      ZINGIBERACEAE
ส่วนที่ใช้     เหง้า / หัว
สารสำคัญ
สารที่พบในเหง้ากระชาย ได้แก่ borneol, sylvestrene ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านจุลชีพ และสาร 5,7 –ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7- dimethoxyflavone = 5,7 DMF) ซึ่งแสดงฤทธิ์ต้านอักเสบ นอกจากนี้ รายงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยขอนแก่นปี 2547 พบสารพวกฟลาโวนอยด์ 9 ชนิด เช่น สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone, 5,7,3’,4’-tetramethoxyflavone , 3,5,7,4’ –tetramethoxyflavone เป็นต้น
ผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
1. ฤทธิ์ต้านอักเสบ
สาร 5,7 –ไดเมธอกซีฟลาโวน (5,7-DMF) ที่แยกได้จากเหง้ากระชายดำ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด คือ แอสไพริน , อินโดเมธาซิน, ไฮโดรคอร์ติโซน และเพรดนิโซโลน จากการศึกษาฤทธิ์ต้านอักเสบของสารนี้ในสัตว์ทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ พบว่าสาร 5,7-DMF สามารถต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง โดยแสดงฤทธิ์ยับยั้งการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวจากสารคาราจีนแนนและเคโอลินได้ดีกว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง granuloma จากการฝังสำลีใต้ผิวหนัง นอกจากนี้ พบว่า สาร 5,7-DMF มีฤทธิ์ยับยั้งการเกิด exudation และการสร้างสาร prostaglandin อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในช่องปอดของหนูขาว (rat pleurisy)
2. ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์
สาร 5,7,4’-trimethoxyflavone และ 5,7,3’,4’ –tetramethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Plasmodium falciparum ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ส่วนสาร 3,5,7,4’-tetramethoxyflavone และ 5,7,4’-trimethoxyflavone แสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Candida albicans และแสดงฤทธิ์ต้านเชื้อ Mycobacterium อย่างอ่อน
3. พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxic activity)
จากการทดสอบผลของฟลาโวนอยด์ 9 ชนิดของกระชายดำต่อเซลล์มะเร็ง เช่น KB , BC หรือ NCI-H187 ไม่พบว่ามีสารใดทำให้เกิดพิษต่อเซลล์มะเร็งที่ทดสอบ
4. ฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดง
มีรายงานการวิจัยว่า สารสกัดด้วยเอธานอลของกระชายดำมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ (aorta)ละลดการหดเกร็งของ
ลำไส้เล็กส่วนปลาย (ileum) ของหนูขาว และยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือดของคน
การศึกษาทางพิษวิทยา
การศึกษาพิษเรื้อรังระยะเวลา 6 เดือน ของผงกระชายดำในหนูขาว ในขนาด 20 , 200 , 1000 และ 2000 มก/กก./วัน เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำ พบว่า หนูที่ได้รับกระชายดำทุกกลุ่มมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อาการและสุขภาพไม่แตกต่างจากลุ่มควบคุมหนูที่ได้รับกรายดำขนาด 2000 มก./กก. มีน้ำหนักสัมพันธ์ของตับสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ อาจเนื่องจากมีน้ำหนักตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มควบคุม และมีเม็ดเลือดขาวอิโอสิโนฟิสต่ำกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงอยู่ในช่วงค่าปกติ ในหนูเพสเมียที่ได้รับกระชายดำขนาด 2000 มก./กก. มีระดับโคเลสเตอรอลสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ หนูทั้งสองเพสที่ได้รับกระชายดำ 2000 มก./กก. มีระดับซีรั่มโซเดียมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญแต่ยังอยู่ในช่วงค่าปกติ ผลการตรวจอวัยวะทางจุลพยาธิวิทยานั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่บ่งชี้ว่าเกิดจากความเป็นพิษของกระชายดำ
รายงานการวิจัยทางคลินิก
ยังไม่มีรายงานศึกษาวิจัยเพื่อประเมินประสิทธิผลของกระชายดำในคน
ขนาดที่ใช้ และวิธีใช้
ตามตำรายาแผนโบราณ กระชายดำมีสรรพคุณแก้โรคบิด ปวดท้อง ลมป่วงทุกชนิด และเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งมีวิธีใช้ดังนี้
กระชายดำแบบหัวสด ใช้เหง้า (หัวสด) ประมาณ 4-5 ขีด ต่อสุราขาว 1 ขวด ดองสุราขาวดื่มก่อนรับประทานอาหารอาหารเย็นปริมาณ 30 ซีซี. หรือฝานเป็นแว่นบาง ๆ แช่น้ำดื่ม หรือจะดองกับน้ำผึ้ง ในอัตราส่วน 1: 1
กระชายดำแบบหัวแห้ง หัวแห้งดองกับน้ำผึ้งแท้ในอัตราส่วน 1:1 นาน 7 วัน แล้วนำมาดื่มก่อนนอน
กระชายดำแบบชาชง ผงแห้งกระชายดำ 1 ซอง ชงน้ำร้อน 1 แก้ว (ประมาณ 120 ซีซี.) แต่งรสด้วยน้ำตาล หรือน้ำผึ้งตามต้องการ

8
ไม้พุ่ม / หนวดปลาหมึก 7-31490-001-553
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:25:01 pm »
ชื่อสามัญ                   Umbrella tree

ชื่อวิทยาศาสตร์        Schefflera actinophylla

ตระกูล                       ARALIACEAE

ถิ่นกำเนิด                   รัฐควีนส์แลนด์ ปาปัวนิวกินี และอินโดนีเซีย

ลักษณะทั่วไป

               จัดเป็นไม้พุ่มที่มีความสูงประมาณ 2 เมตร เจริญเติบโตเร็วมาก ใบมีสีเขียวเป็นมัน หนวดปลาหมึก มีหลายชนิด มีทั้งใบเล็ก ใบใหญ่ แต่จะมีลักษณะเหมือนกัน คือใบจะแตกออกมาจากกิ่งเดียว โดยแต่ละกิ่งจะมีใบ ประมาณ 7-15 ใบ ซึ่งจะกางออกคล้ายกับนิ้วของคน หนวดปลาหมึกเจริญได้ดีในห้อง ที่มีความอบอุ่น มีการเจริญเติบโตที่
สม่ำเสมอ เมื่อปลูกไปนานๆ หนวดปลาหมึกจะมีลำต้นที่สูง ถ้าต้องการให้แตกกิ่งก้านสาขา ควรตัดยอดออก

การขยายพันธุ์        โดยการตัดชำ

การดูแลรักษา

แสง                      ต้องการแสงสว่างในการเจริญเติบโตแต่ไม่ชอบแสงแดดโดยตรง
อุณหภูมิ                ชอบอุณหภูมิ ประมาณ 24- 27 องศาเซลเซียส
ความชื้น               ต้องการความชื้นมากในขณะที่ต้นยังเล็ก
น้ำ                        ควรให้น้ำแต่น้อย แต่ให้บ่อยๆ ครั้งโดยจับดินในกระถางดู ถ้าแห้งควรให้น้ำ
ดินปลูก                 ดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า 1 ส่วน ใบไม้ผุๆ 1 ส่วน ทรายหยาบ 1 ส่วน
ปุ๋ย                        ใช้ปุ๋ยคอกละลายน้ำรดเดือนละ 2 ครั้ง
กระถาง                 ควรเปลี่ยนกระถางใหม่ทุกปี
โรคและแมลง        ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค แมลงได้แก่ เพลี้ยต่างๆ
การป้องกันกำจัด    ใช้ยาไซกอน (Cygon) อัตรา 20 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร รดที่โคนต้น

9
ไม้เลื้อย / โปร่งฟ้า 7-34190-001-552
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:21:01 pm »
ชื่อสามัญ Asparagus fern
ชื่อวิทยาศาสตร์ Asparagus setaceus
ถิ่นกำเนิด อัฟริกาใต้
ชื่อสามัญ : Feather Fern
ชื่อวิทยาศาสตร์ : ASparagus setaceus (Kunth) Jessop
ชื่ออื่น : โปร่งฟ้า

ถิ่นกำเนิด แอฟริกาตะวันออกและแอฟริกาใต้
เป็นไม้คลุมดินต้นเป็นกอ กิ่งก้นทอดเลื้อย
สามารถปักหลักผูกเป็นทรงพุ่มได้ ใบเป็นฝอยละเอียด
แผ่แบนเป็นรูปสามเหลี่ยม สีเขียวอมน้ำเงิน

10
ไม้ล้มลุก / พลูคาว 7-34190-001-551
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:10:44 pm »
“พลูคาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb เป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นที่พบมากในแถบภาคเหนือของไทย และยังพบในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย เรื่อยมาจนถึงจีน เวียดนาม ลาว เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ มีร่มเงาเล็กน้อยและสภาพอากาศเย็น โดยจะมีลักษณะแตกต่างจากพลู คือ ที่ใต้ใบของพลูคาวจะ มีสีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม ชาวบ้านในเขต ภาคเหนือจะเรียกว่า “ผักคาวตอง” เนื่องจากต้นและใบจะมีกลิ่นคาวรุนแรงคล้ายคาวปลา ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบมาเป็นผักเคียงใช้บริโภคสดกับอาหารประเภทลาบหรือหลู้ ส่วนจีนจะใช้พลูคาวในตำรับยาหลักนับเป็นสมุนไพรชั้นสูง
จากข้อสังเกตว่า จำนวนประชากรในภาคเหนือเป็น “โรคมะเร็ง” ค่อนข้างน้อย เนื่องจากบริโภคพลูคาวเป็นประจำ และหมอแผนโบราณเคยใช้พลูคาวมารักษาผู้ป่วยริดสีดวงทวาร ทำให้หายเจ็บปวดโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด ทำให้คณะนักวิจัยซึ่ง ประกอบด้วย รศ.มณเฑียร เปสี, ศ.น.พ.พงษ์ศิริ ปรารถนาดี, รศ.น.พ.สุขชาติ เกิดผล, ผศ.ดร.วิจิตร เกิดผล และผศ. ดุษฎี มุสิกโปดก คณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนใจที่จะศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการใช้พลูคาวรักษาผู้ป่วยมะเร็ง
เบื้องต้นคณะนักวิจัยได้นำพลูคาวจากแปลงเกษตรอินทรีย์ที่สวนดอยหลวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกพลูคาวตามระบบเกษตรอินทรีย์กว่า 30 ไร่ มาวิจัยและทดลองผลิตเป็นยาน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกาย โดยผ่านกรรมวิธีการหมักและผสมผสานระหว่างศาสตร์ซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเทคโน โลยีชีวภาพ (NanoTechnology) ใช้สมุนไพรพลูคาวเป็นสารตั้งต้น
ขณะเดียวกันคณะนักวิจัยยังได้ทราบข้อเท็จจริงว่า สีแดงที่อยู่ใต้ใบพลูคาวเป็นตัวชี้วัดว่ามีเภสัชสาร ซึ่งเป็นสารเฮลตีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์และแลคโตบาซิลลัสสายพันธุ์หนึ่ง ที่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายของมนุษย์ให้ทำงานได้ดีขึ้น ทั้งยังสามารถไปยับยั้งการเจริญเติบโตและต้านทานเนื้องอก (Anti-tumor) และช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายได้ค่อนข้างดี
หลังจากที่สกัดเป็นยาน้ำ และผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการจริยธรรมแล้ว ได้นำยามาทดลองในผู้ป่วยมะเร็ง 5 ชนิด คือ มะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก เนื้องอกบริเวณสมอง และเนื้องอกของ Soft tissue sarcoma โดยให้ผู้ป่วยดื่มบำรุงร่างกาย และใช้ร่วมกับการรักษาของคณะแพทย์โดยการฉายรังสี ปรากฏว่า สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากขึ้นทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว
ในปี 2548 นี้ ได้ส่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปทดลองตลาดในกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียูและสิงคโปร์พบว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยค่อนข้างมาก มีมูลค่าการส่งออกรวมกว่าประมาณ 25 ล้านบาท แบ่งเป็น อียู 15 ล้านบาท สิงคโปร์ประมาณ 10 ล้านบาท สำหรับปี 2549 นี้ ได้ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออกไว้ ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ กลุ่มอียู และลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลาม หากใช้รักษาควบคู่กับการฉายรังสีซึ่งเป็นวิธีแพทย์แผนปัจจุบัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากยิ่งขึ้น
จากประสิทธิภาพของพลูคาวที่ผู้ป่วยทั้งในและต่างประเทศเริ่มยอมรับ และเป็นที่รู้จักมากขึ้น ทำให้ขณะนี้มีคณะแพทย์และเภสัชกรจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เริ่มหันมาสนใจที่จะศึกษาวิจัยสมุนไพรพลูคาวเพิ่มเติม รวมกว่า 10 โครงการวิจัย เพื่อเป็นความหวังและต่ออายุให้กับผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต
หากงานวิจัยประสบผลสำเร็จ “พลูคาว” จะกลายเป็นพืชสมุนไพรสร้างชาติได้ในพริบตา ซึ่งเป็นพืชที่น่าจับตามองอีกพืชหนึ่ง
ที่มา: หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์
 v   
สรรพคุณช่วยยืดอายุของผู้ป่วยให้อยู่ ‘สู้โรค’ ได้นานขึ้น
พลูคาว หรือที่เรียกกันว่า ผักคาวตอง เป็นไม้เลื้อยล้มลุก เป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู แต่อายุอยู่ได้หลายปี ขึ้นอยู่ตามแถวภาคเหนือ ลำต้นจะเลื้อยทอดไปตามพื้นดิน รากแตกออกตามข้อ ทั้งต้นมีกลิ่นคาวอย่างรุนแรง คล้ายปลาช่อน การขยายพันธุ์โดยปักชำ ชอบขึ้นตามริมห้วย หรือที่ชื้นแฉะริมน้ำมีร่มเงาเล็กน้อยในสภาพอากาศที่เย็น
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปทรงคล้ายรูปหัวใจกว้าง โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบ มีก้านใบยาว ใต้ใบจะมีสีแดงอ่อนถึงสีแดงเข้ม โคนก้านแผ่เป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกบานมีใบประดับที่โคนดอกสีขาว 4 กลีบ แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก อัดกันแน่นเป็นแท่งทรงกระบอกสีจะออกเหลืองอ่อน ผล เป็นผลแห้งแตกได้
สรรพคุณ

- รักษาโรคมะเร็ง โดยเฉพาะเกี่ยวกับมะเร็งปอด มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งปากมดลูก
- เนื้องอกในสมอง
- ริดสีดวงทวาร โดยไม่ต้องผ่าตัด
- โรคกามโรค
- โรคผิวหนัง
- ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- เพิ่มการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาว รักษาอาการอักเสบต่าง ๆ เช่น ฝีอักเสบ ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ ตาอักเสบ ตับอักเสบ ไตอักเสบ
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา หูชั้นกลางอักเสบ
พลูคาวจะนำมาต้มโดยให้ผู้ป่วยดื่มบำรุงร่างกาย และใช้ร่วมกับการรักษาของคณะแพทย์โดยการฉายรังสี ปรากฏว่า สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายผู้ป่วยมะเร็งได้ ทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากขึ้นทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นและยืดอายุของผู้ป่วยได้นานขึ้นด้วย ซึ่งดีกว่าการรักษาด้วยการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว
พลูคาวจึงนับได้ว่าเป็นพืชที่เป็นความหวังสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งเป็นอย่างมาก และนอกจากโรคมะเร็งแล้วก็สามารถที่ยังรักษาโรคอื่น ๆ ได้อีก
ที่มา: ขจรพรรณ  ชัยเดช Team Content www.thaihealth.or.th
ผักคาวทอง
ชื่ออื่นๆ คาวตอง(ลำปาง,อุดร)คาวทอง(มุกดาหาร,อุตรดิตถ์)ผักก้านตอง(แม่ฮ่องสอน)ผักเข้าตอง,ผักคาวตอง,ผักคาวปลา(ภาคเหนือ)พลูคาว(ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Houttuynia cordata Thunb.
วงศ์ SAURURACEAE
ชื่อสามัญ -
ชื่อพ้อง -
นิเวศวิทยา ถิ่นกำเนิดอินโดจีน,จีน,ประเทศไทยพบตามที่ชื้นแฉะริมน้ำทางภาคเหนือหรือปลูกไว้เป็นยาหรืออาหาร
ออกดอก ฤดูร้อน
ขยายพันธุ์ เมล็ด ปักชำ
ประโยชน์ ยอด,ใบรับประทานสดกับลาบ,ก้อย,ขนมจีนทั้งต้นรสฉุน,ขับปัสสาวะแก้บวบน้ำฝีบวมอักเสบปอดอักเสบ
หลอดลมอักเสบไอบิดผื่นคันโรคติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะและริดสีดวงทวาร
ข้อห้าม ห้ามรับประทานมากเกินไปจะทำให้หายใจสั้นและถี่ อาจเป็นอันตรายได้
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นพืชขนาดเล็กสูง15-50เซนติเมตรลำต้นส่วนที่แตะดินจะมีรากแตกจากข้อใบออกสลับกัน
ตัวใบคล้ายรูปหัวใจฐานใบเว้าเข้ายาว3-8เซนติเมตรกว้าง4-6เซนติเมตรขอบใบเรียบปลายใบแหลมมีจุดโปร่งแสงทั่วทั้งตัว
ใบและมีขนสั้นๆเล็กน้อยท้องใบมักมีเส้นใบสีม่วงอ่อนก้านใบยาว1-4เซนติเมตรหูใบเป็นแผ่นยาวบางติดกับก้านใบขอบหูใบมีขนสั้นๆดอกออกเป็นช่อ
ที่ยอดช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมากติดกันแน่นเป็นแท่งทรงกระบอกสีขาวออกเหลืองยาวประมาณ2เซนติเมตรและมีกลีบรองช่อดอก4กลีบ
เป็นแผ่นยาวปลายมนสีขาวแต่ละกลีบยาวประมาณ 2เซนติเมตรดอกย่อยมีเกสรตัวผู้3อันมีก้านเกสรตัวเมีย1อันผลกลมรีส่วนบนมีรอยแยก3รอย
ผลอยู่ติดกันแน่นเป็นแท่งทรงกระบอกเมล็ดกลมรี
มะเร็งเนื้องอกยุบได้ รักษา/ต้านมะเร็งแนวใหม่ ครีโม/ฉายแสงแล้วเจ็บปวดไม่หายขาด เบาหวานทานยามาเป็นสิบๆ ปีไม่หาย อัมพฤกษ์ ความดัน รักษาด้วยสมุนไพรดีกว่า พลูคาวช่วยได้จริงๆแพทย์พิสูจน์แล้วประสบการณ์จริงของผู้ทานติดต่อ วรรณ 08-9121-5523  MSN: orakukl@hotmail.com แวะมาดูสรรพคุณที่  www.kingherb.biz/?id=23  การรับรองความปลอดภัยมีฟาร์มพลูคาวกว่า  180 ไร่ ไม่ใช้สารเคมี หรือยาฆ่าแมลง การสกัดจึงได้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มที่เพราะนำเข้าโรงผลิตทันที เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่ออกงานสถาบันมะเร็งแห่งชาติ และถวายจุฬาราชมนตรี ชาวอิสลามดื่มได้อย. เจ้าแรกของไทยมีโรงงานผลิตมาตรฐาน GMP เป็นของตนเองและ สคบ.อย่างถูกต้อง เลขที่ นร 0307/14759 ได้รับเครื่องหมายรับรอง “ฮาลาล” เลขที่ กอท.ฮล. A 733/2549
สรรพคุณค้นพบทางห้องวิทยาศาสตร์ สกัดจากใบพลูคาว มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงใต้  หรือ ผักคาวตอง (Houttuynia Cordata thumb) เป็นสมุนไพรที่พบในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ที่เกี่ยวกับผักคาวตอง คือ — ฤทธิ์ในการบำบัดฟื้นฟู โรคความดันโลหิตสูง (Artrosclerosis) — ฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง (Cytotoxicity Against Tunor Cellines) — เซลล์มะเร็งปอด เซลล์มะเร็งรังไข่ เซลล์เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย เซลล์มะเร็งสมอง มะเร็งลำไส้ มีฤทธิ์    ทำลายเซลล์มะเร็งแต่ละชนิดอย่างมีนัยสำคัญ — ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Antileukemic Activty)— ฤทธิ์เพิ่มภูมิคุ้มกันหรือภูมิต้านทานโรค ยับยั้งเนื้องอก กระตุ้นเซลล์น้ำเหลือง ยับยั้งเบาหวาน     รักษาความสมดุลของร่างกายและอื่นๆ— ฤทธิ์กับการติดเชื้อไวรัส กระตุ้นเซลล์เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันไข้ทรพิษ หัด หัดเยอรมัน การติดเชื้อทาง    เดินหายใจ HIV เริม งูสวัด — ฤทธิ์เกี่ยวกับการต้านเชื้อราและแบคทีเรีย เยื่อหุ้มสมองอักเสบที่เกิดจากเชื้อรา Cryptocoecus     Neoformans) ทางเดินปัสสาวะอักเสบ การติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคทางเดินอาหาร โรคปริทันต์ โรค    ระบบสืบพันธุ์ กลากเกลื้อน โรคติดเชื้อในปาก — ฤทธิ์ต้านการอักเสบต่างๆ (Anti – Inflamnation) ยับยั้งเอนไซม์ (Cyclooxygenase) บ่อเกิดโรคที่มี    อาการอักเสบ — ฤทธิ์ขับปัสสาวะ (Diuretic Actuvity) ขยายหลอดเลือด ทำให้อัตราไหลเวียนของเลือดและขับปัสสาวะ    เพิ่มขึ้น  ข้อมูลอ้างอิง 1.จากหนังสือ ผักคาวตอง สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวง                      สาธารณสุข                    2.จากหนังสือ THE ASEAN JOURNAL OF RADIOLOGY

เรื่องน่ารู้ของพลูคาว

 

       “พลูคาว” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb เป็นพืชสมุนไพรประจำถิ่นที่พบมากในแถบภาคเหนือของไทย และยังพบในบริเวณเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย เรื่อยมาจนถึงจีน เวียดนาม ลาว เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นพืชตระกูลเดียวกับพลู ชอบขึ้นในพื้นที่ชื้นแฉะ มีร่มเงาเล็กน้อยและสภาพอากาศเย็น โดยจะมีลักษณะแตกต่างจากพลู คือ ที่ใต้ใบของพลูคาวจะ มีสีแดงอ่อนไปจนถึงสีแดงเข้ม ชาวบ้านในเขต ภาคเหนือจะเรียกว่า “ผักคาวตอง” เนื่องจากต้นและใบจะมีกลิ่นคาวรุนแรงคล้ายคาวปลา ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบมาเป็นผักเคียงใช้บริโภคสดกับอาหารประเภทลาบหรือหลู้ ส่วนจีนจะใช้พลูคาวในตำรับยาหลักนับเป็นสมุนไพรชั้นสูง
       
 

       ปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่หันมาสนใจดูแลรักษาสุขภาพของ ตนเอง โดยอาศัยวิธีการทางธรรมชาติมากขึ้น สมุนไพรเป็นทางเลือกหนึ่งที่มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายทั้งเพื่อเป็นยา เครื่องดื่ม อาหารเสริมสุขภาพ และหนึ่งในสมุนไพรที่นำมาเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นก็คือ สมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อว่า ผักคาวตอง หรือพลูคาวนั้นเอง มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับ สมุนไพรคาวตองจากส่วนหนึ่งของหนังสือ สมุนไพรน่ารู้ ผักคาวตอง โดยสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พูดถึงผักพลูคาวไว้ว่า ผักพลูคาวที่ใต้ใบจะมีสีแดงอ่อนจนถึงสีแดงเข้มชาวบ้านในเขตภาคเหนือจะเรียก ว่า ผักคาวตองเนื่องจากต้นและใบจะมีกลิ่นรุนแรงคล้ายคาวปลา ส่วนภาคกลางจะเรียกว่าผักพลูคาว ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำใบมาเป็นผักเคียงใช้บริโภคสดกับอาหารประเภทลาบ มีการศึกษาทางด้านเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับผักพลูคาวและมีการรายงานการวิจัย

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผักพลูคาวว่า
1.มีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง
2.ฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว ในประเทศจีน มีการใช้ผักพลูคาวเป็นส่วนประกอบในตำหรับยาผงสำหรับรับประทาน ใช้ในการรักษามะเร็ง นอกจากนั้นผักพลูคาวมีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัส ใน ประเทศจีนใช้พลูคาวผสมในตำรับยา และใช้ในการป้องกันและรักษาอาการของโรคที่เกิดจากไวรัสในไก่ ลดไข้ ไข้หวัดใหญ่

     ผักพลูคาวกับการวิจัยด้านเสริมภูมิคุ้มกัน คณะวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของผักพลูคาวต่อเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของคนในหลอด ทดลอง พบว่าสามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวได้ ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณ รักษาภาวะภูมิแพ้ ภูมิไวเกิน เช่น หอบหืด สรรพคุณรักษาภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยเป็นส่วนผสมหนึ่งในตัวยารักษาผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน และสรรพคุณเสริมภูมิคุ้มกัน

    ผักพลูคาวนับเป็นตัวอย่างผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าต่อการดำรง ชีวิตมนุษย์นอกจากใช้เป็นอาหารแล้ว ยังสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นยาที่ใช้รักษาและป้องกันโรคติดเชื้อได้ รวมทั้งช่วยเสริมสุขภาพแก่ร่างกายด้วย

11
ไม้พุ่ม / ดีปลากั้ง รหัส 7-34190-001-089
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:59:02 pm »
ดีปลากั้ง รหัส 7-34190-001-089
ชื่อพรรณไม้:   ต้นดีปลากั้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์:  Barleria strigosa Willd .
ลักษณะพันธุ์ไม้:  เป็นไม้พุ่ม ขนาดเล็ก   กึ่งล้มลุก ลำต้นตรง เปลือกต้นสีเทาเรียบ  ใบเป็นใบเดี่ยว ขึ้นเรียงตรงข้าม ตามต้น  โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอก ออกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายยอด กลีบดอกสีม่วงแกมน้ำเงิน
ชื่อสมุนไพร   บีปลากั้ง
ชื่ออื่นๆ   ดีปลากั้ง
ชื่อวิทยาศาสตร์   Phlogacanthus     pulcherrimus T.Anderson.   
ชื่อวงศ์      ACANTHACEAE
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    ไม้พุ่มสูง 50-150 ซม. ลำต้น ตั้งตรง ใบ เดี่ยว เรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปรีแกมรูปขอบขนาน ยาว 8-16 ซม. กว้าง 3-5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ ก้านใบ ยาว 1-3 ซม. ช่อดอก แบบช่อเชิงลด ออกที่ปลายยอด ดอก สมบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยง มีสีเขียว รูประฆัง ยาว 5 มม. กลีบดอก สีม่วงอมแดง เชื่อมกันเป็นรูปคนโท ส่วนหลอดกลีบพองออกด้านเดียว ส่วนปลายแยกเป็น 5 แฉก ผล แบบแคปซูล ยาว 2.5-3.5 ซม.ยอดอ่อน รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก

12
ไม้พุ่ม / เสลดพังพอนตัวผู้ 7-34190-001-088
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:28:04 pm »
เสลดพังพอนตัวผู้   7-34190-001-088
ชื่อพื้นเมือง  เสลดพังพอน ชองระอา พิมเสนต้นอังกาบแดง ซองสะอา หรือทองระอา ลิ้นงูเห่า พิมเสนต้น ต้นเขี้ยวงู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria lupulina Lindl
ชื่อวงศ์ Acanthaceae
ลักษณะ :ไม้พุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นสีน้ำตาลแดง มีหนาม
ตามข้อ ดอกสีเหลืองจำปา ออกเป็นช่อ ต้น ลำต้นสีน้ำตาลแดง
ใบ ลักษณะยาวเรียว ปลายใบแหลม มีเส้นกางใบสีแดง
ดอก ดอกเป็นช่อสีเหลือง
ประโยชน์ : ใบมีรสขม รักษาอาการแพ้อักเสบ ใบสดของเสลดพังพอน รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยเอาใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าเล็กน้อย

13
ไม้พุ่ม / เข็มแดง 7-34190-001-087
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:17:42 pm »
เข็มแดง 7-34190-001-087
ชื่อวิทยาศาสตร์     Ixora lobbii Loud
ชื่อวงศ์ RUBIAECAE
ชื่อสามัญ West Indian Jasmine
ชื่อท้องถิ่น เข็มแดง, เข็มใหญ่
ลักษณะทั่วไป
       ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ลักษณะต้นนั้นจะคล้ายเข็มขาวไม้พุ่ม ขนาดเล็กหรือขนาดกลาง สูง 0.3-5.0 ม.
       ใบ : ใบนั้นจะหนายาวและเข็งมีสีสด ตรงปลายใบของมันจะแหลม ใบเรียงตรงข้ามหรือเรียงรอบข้อ ใบเดี่ยว    รูปหอก ปลายใบแหลม เนื้อใบหนาและแข็ง สีเขียวสด ก้านใบสั้นมากหรือไม่มีก้านใบ
       ดอก ดอกช่อออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ที่ปลายยอดหรือกิ่งข้าง ดอกย่อยสีแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอดยาว ปลายหลอดกลีบแยกเป็น 4-6 กลีบ เกสรเพศผู้สีเหลือง 4 อัน ติดอยู่ที่หลอดดอกด้านบนและอยู่สลับกับกลีบ เกสรเพศเมียยื่นเลยหลอดดอก มี 2 แฉกแต่ไม่มีกลิ่นหอม
       ผล ผลกลมเนื้อนุ่ม ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด เมื่อสุกสีดำ นิ่ม
สรรพคุณ : รากใช้ปรุงเป็นยาบำรุงไฟธาตุ บรรเทาอาการบวม รักษาตาพิการรักษากำเดา รักษาเสมหะ

14
ไม้ต้น / กระดังงาไทย 7-34190-001-086
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:15:59 pm »
กระดังงาไทย 7-34190-001-086
ชื่อวิทยาศาสตร์:   Cananga  odorata Hook  f.
วงศ์       :       ANNONACEAE
ชื่ออื่นๆ   :  -
ชื่อสามัญ : Perfume Tree, llang-llang,Ylang-Ylang
ภาคกลาง :   กระดังงาใหญ่    (Kra-dang-nga-yai) กระดังงาใบใหญ่  (Kra-dang-nga-bai-yai)
ภาคเหนือ :   สะบันงาต้น  (Sa-ban-nga-ton)สะบันงา  (Sa-ban-nga)
ยะลา :  กระดังงอ  (Kra-dang-ngo)
ถิ่นกำเนิด   
   พม่า   มาเลเซีย   ออสเตรเลีย   อินโดนีเซีย    ฟิลิปปินส์    ศรีลังกา
ลักษณะ  ไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ใบสีเขียวอ่อนดกหนาทึบ มีดอกกลีบบางอ่อนนุ่ม เกสรมีรูปกลมแป้นแบนๆ เท่าปลายนิ้วก้อย มีกลิ่นหอม ดอกสีเหลืองอมเขียว
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา 
ต้นและกิ่งก้าน - รับประทานเป็นยาปัสสาวะ
ดอก -  ให้น้ำมันหอม บำรุงโลหิต บำรุงธาตุ ใช้ปรุงยาหอม บำรุงหัวใจ
ประโยชน์  รักษามะเร็งเพลิง เนื้อไม้ รักษาโรคปัสสาวะพิการ ใบรักษาโรคผิวหนัง แก้คัน ดอก มีน้ำมันหอม ใช้เข้าเครื่องหอมทุกชนิด แก้ลมวิงเวียน แก้ไข้  บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ นับเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง มีกระดังงาทางภาคใต้ตอนล่างของไทย พบในป่าดิบชื้นและมีปลูกทั่วประเทศ  ต่างประเทศพบที่ ฟิลิปปินส์  มาเลเซีย

15
ไม้ต้น / ข่อย 7-34190-001-020
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 10:21:33 am »
ข่อย 7-34190-001-020
ชื่อสามัญ   Siamese rough bush
ชื่อวิทยาศาสตร์   Streblue asper.
วงศ์   MORACEAE
ชื่ออื่น   สนนายกักไม้ฝอย (ภาคเหนือ) ข่อย (ทั่วไป) ซะโยเส่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ตองขะแหน่ (กะเหรี่ยงกาญจนบุรี) ส้มพอ (ร้อยเอ็ด) สะนาย (เขมร)
ข่อยเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางลำต้นมีความสูงประมาณ10-12 เมตรผิวเปลือกลำต้นมีเทาค่อนข้างขาวโคนลำต้นตรงเนื้อไม้
เหนียวส่วนบนค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปมและเป็นร่องเล็กน้อยทรงพุ่มทึบค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปทรงกระบอกใบออกจากปลายกิ่ง
มีขนาดเล็กหนาหยาบคล้ายกระดาษทรายมีสีเขียวขอบใบเรียบโคนใบมนแหลมปลายใบแหลมออกดอกเป็นช่อดอกเล็กสีขาวและ
เหลือง ผลกลมเล็กเท่าหัวเข็มหมุด เรียบ สีขาวหรือเทาเปลือกมียางสีขาวผลสุกสีเหลือง

เชื่อกันว่าถ้าจะปลูกให้ลงมือปลูกต้นข่อยในวันเสาร์ เพราะคนโบราณเชื่อว่า ต้นไม้ที่ให้ความเป็นสิริมงคลนั้น ควรจะปลูกในวันเสาร์ ก็จะช่วยเพิ่มความเป็นสิริมงคลของต้นไม้ได้เป็นอย่าง ดี ผู้ลงมือปลูกต้นข่อยนั้น ควรจะเป็นคุณผู้ชาย เพื่อช่วยเสริมพลังความแข็งแรงคงทน ซึ่งคล้ายกับหนุ่มในวัยฉกรรจ์นั่นเอง มองหาที่ว่างทางทิศตะวันออกของบ้าน ที่มีเนื้อที่พอเหมาะ และลงมือปลูกต้นข่อยได้ เพราะข่อยนั้นเหมาะจะปลูกทางทิศตะวันออกเป็นที่สุด.
เปลือก เป็นยาระบายอ่อน ๆแก้ท้องร่วงรำมะนาด บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลม ยาอายุวัฒนะ โรคผิวหนัง ยางใช้กำจัดแมลง ไม้ทำกระดาษ ทำเป็นสมุดเรียกว่า สมุดไทย หรือสมุดข่อย เชียงใหม่ใช้มวนยาสูบ  กิ่งชาวอินเดียใช้สีฟัน ทำให้ฟันทน ใบสดปิ้งไฟ ชงน้ำ

หน้า: [1] 2