แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - จันทร์จิรา รอดคำทุย

หน้า: [1]
1
ไม้พุ่ม / สนหางสิงห์ สนแผง รหัส 7-34190-001-157
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 11:12:14 am »
สนหางสิงห์ สนแผง    รหัส  7-34190-001-157
ชื่อวิทยาศาสตร์: Thuja orientalis Endl.
ชื่อวงศ์: CUPRESSACEAE ( Sieb &Zucc) Endl.
ชื่อสามัญ: Chimese Arborvitae, Orientali Arborvitae
ชื่อท้องถิ่น : สนหางสิงห์  จันทย์
ลักษณะวิสัย: ไม้พุ่ม
ลักษณะ:  เป็นไม้พรรณยืนต้น  แตกกิ่งก้านสาขามากมาย และลำต้นจะบิดเป็นเกลียว  เปลือกต้นมีสีน้ำตาลอมแดง
ลำต้นจะสูงต้มที่   ประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นใบไม้ร่วม แตกออกเป็นเกล็ดเล็กๆ   เรียงติดกันแน่นกับกิ่งซึ่งอยู่ลักษณะเป็นแผง  มีสีเขียวสดออกดอกเป็นดอกเดี่ยว  ดอกตัวผู้และตัวเมียจะอยู่คนละดอก แต่ก็อยู่ในต้นเดียวกัน ซึ่งเราสังเกตได้ง่ายคือ  ดอกเพศเมียนั้นไม่มีก้าน   แต่ดอกเพศผู้นั้นมีก้านแต่สั้น
การกระจายพันธุ์ -
ประโยชน์
ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป เปลือกต้น นำมาฝนเป็นยากวาดทวารเบา ทำให้ระดูขาวแห้งใบแก้ปวดตามข้อ ลดไข้ ช่วยห้ามเลือด  ริดสีดวงทวาร  ตกเลือด  แก้ไอ ขับเสมหะขับปัสสาวะ  บิดไม้มีตัว แผลผุพองจากน้ำร้อน  ไฟไหม้ คางทูม




2
ไม้ล้มลุก / ว่านหางจระเข้ รหัส 7-34190-001-156
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 11:08:54 am »
ว่านหางจระเข้     รหัส  7-34190-001-156
ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera Linn. var. chinensis (Haw.) Berg
วงศ์ ALOACEAE
ลักษณะ
ไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 0.5 - 1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบเดี่ยว เรียงรอบต้น กว้าง 5 - 12 ซม. ยาว 0.3 - 0.8 เมตร อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใสใต้ผิวสีเขียว มีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอกช่อ ออกจากกลางต้น ดอกย่อย เป็นหลอด ห้อยลง สีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผลแห้ง แตกได้
  รสและสรรพคุณยาไทย : รสจืดเย็น โบราณใช้ทาปูนแดงปิดขมับใช้แก้ปวดศีรษะได้
   ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ : วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-cmidin, Aloesin, Aloin, สารประเภท glycoprotein และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร anthraquinone ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่า วุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นใบมีสรรพคุณรักษาแผลต่อต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยสมานแผลได้ด้วย
สารสำคัญ
สารที่ออกฤทธิ์ เป็นสาร กลัยโคโปรตีน ชื่อ aloctin A ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ และเพิ่มหารเจริญทดแทนของเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผล แต่มีข้อเสีย คือ สลายตัวได้ง่าย เมื่อถูกความร้อน ไม่ควรทิ้งวุ้นสดไว้เกิน 24 ชั่วโมง
ส่วนที่ใช้ วุ้นจากใบ
ช่วงเวลาที่เก็บเป็นยา เก็บในช่วงอายุ 1 ปี
รสและสรรพคุณยาไทย
รสจืดเย็น โบราณใช้ทาปูนแดงปิดขมับแก้ปวดศีรษะ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก
วิธีใช้
ใช้วุ้นรักษาแผลสด แผลเรื้อนัง แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลไหม้เกรียมจากแสงแดด และการฉายรังสี โดยเลือกวุ้น จากใบที่อยู่ส่วนล่างของต้น ปอกเปลือกสีเขียวออก ล้างยางสีเหลืองออกให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุก หรือน้ำด่างทับทิม เพราะอาจจะระคายเคืองผิวหนัง และทำให้มีอาการแพ้ได้ ขูดเอาวุ้นใส หรือฝานเป็นแผ่นบาง มาพอกแผล แล้วใช้ผ้าพันแผลที่สะอาดพันทับ ให้ชุ่มอยู่ตลอดเวลาในชั่วโมงแรก ต่อจากนั้นทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกว่าแผลจะหาย วุ้นว่านหางจระเข้ยังสามารถ ใช้รักษาฝีพุพอง ได้ด้วย เพราะช่วยลดการอักเสบ
***ข้อควรระวัง
1) ก่อนใช้ว่าน ควรทดสอบการแพ้ก่อน โดยเอาวุ้นทาบริเวณท้องแขนด้านใน ถ้าผิวไม่คันหรือแดงก็ใช้ได้
2) ควรล้างยางสีเหลืองออกให้หมด เพราะจะเกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้

3
ไม้เลื้อย / พวงแสด รหัส 7-34190-001-160
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 10:39:22 am »
พวงแสด รหัส 7-34190-001-160
ชื่อวิทยาศาสตร์  Pyrostegia venusta (Ker-Gawl.) Miers
ชื่อวงศ์            BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ         Orange trumpet, Flame flower, Fire-cracker vine
ชื่อพื้นเมือง       พวงแสด พวงแสดเครือ
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อย  เนื้อแข็ง   อายุหลายปี  ใช้มือพันเลื้อยพัน  กิ่งก้านเป็นเหลี่ยม
ใบ                 ใบประกอบ เรียงสลับ  มีใบย่อย 3 ใบ ในใบย่อยบางชุดใบกลางจะเปลี่ยนเป็นมือพัน ใบย่อยรูปไข่ กว้าง 2-3 เซนติเมตร ยาว 4-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ
ดอก               สีส้มอมเหลือง ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกแยกแขนงตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อละ 10-30 ดอกรูปเข็ม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 3-6 เซนติเมตร ปลายแยก 5 กลีบ  รูปแถบยาว  และม้วนงอไปด้านหลัง มีขนละเอียด ดอกบานเต็มที่กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร
ผล                 ผลแห้งแตก เป็นฝักยาว 15-20 เซนติเมตร  เมล็ดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ3.5 เซนติเมตร
การใช้งานด้านภูมิทัศน์   ดอกสวย  มีสีสัน ปลูกขึ้นซุ้มหรือปลูกข้างรั้ว ริมถนน ทางเดิน ถ้าอากาศเย็นจะให้ดอกดก สวย มักทิ้งใบในฤดูร้อน


4
กล้วยไม้ / เอื้องไอยเรศ รหัส •7-34190-001-159
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 10:35:53 am »
เอื้องไอยเรศ  รหัส •7-34190-001-159
ชื่อวิทยาศาสตร์: Rhynchostylis retusa (L.) Blume
สกุล: Rhynchostylis
วงศ์: ORCHIDACEAE
วงศ์ย่อย: Vandoideae 
ลักษณะ: มีลำต้นใหญ่แข็งแรงคล้ายกล้วยไม้ช้าง แต่ใบยาวกว่าและแคบกว่า ใบยาวประมาณ 40 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร มีทางสีเขียวแก่สลับกับสีเขียวอ่อนตามความยาวของใบคล้ายกล้วยไม้ช้าง ปลายใบมีลักษณะเป็นฟันแหลมไม่เท่ากัน ช่อดอกเป็นรูปทรงกระบอก โค้งห้อยลง ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ก้านช่อยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีดอกแน่นช่อ ในหนึ่งช่อมีดอกประมาณ 150 ดอก มากกว่ากล้วยไม้ช้าง รูปร่างลักษณะของช่อดอกที่ยาวเป็นรูปทรงกระบอกคล้ายกับลักษณะของพวงมาลัย จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พวงมาลัย” ต้นใหญ่ๆ มักจะแตกหน่อที่โคนต้น เกิดเป็นกอใหญ่ขึ้นได้ ดอกขนาดมีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร สีพื้นของกลีบนอกและกลีบในของดอกเป็นสีขาว มีจุดสีม่วงประปราย เดือยดอกมีสีม่วงอ่อน แผ่นปากมีลักษณะโค้งขึ้นบนแล้วยื่นไปข้างหน้า มีแต้มสีม่วงตรงกลางแผ่นปากส่วนโคนและปลายสุดแผ่นปากเป็นสีขาว ปลายแผ่นปากเว้า เส้าเกสรเห็นชัด ดอกจะบานอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์




5
หญ้า / หญ้าคา รหัส 7-34190-001-158
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 10:33:50 am »
หญ้าคา  รหัส 7-34190-001-158
ชื่อวิทยาศาสตร์ Imperata cylindrica (L.) P. Beauv.
ชื่ออื่น I. arundinacea Cyr.
ชื่อสามัญ lalang, cogongrass
วงศ์ POACEAE

อันดับ Graminalesชีววิทยา หญ้าคาเป็นวัชพืชอายุหลายปีแพร่ระบาด
ด้วยไหลใต้ดินและเมล็ด ลำต้นตั้งตรงสูง 15-20 ซม. ไหลใต้ดินมีใบเกล็ดหุ้ม ใบเรียบรูปขนาน ปลายใบ แหลม อาจยาวถึง 150 ซม. กว้าง 4-18 มม. มีขนที่ บริเวณโคนต้นและขอบกาบใบ ช่อดอกแบบแขนง ดอก ย่อยอัดกันแน่น ยาว 3-20 ซม. กว้าง 0.5-2.5 ซม. สีขาวหรือครีม ดอกย่อยยาว 3-6 มม. ล้อมรอบด้วยขน อ่อนนุ่มยาว 10 มม. ผลิตเมล็ดได้มากถึง 3,000 เมล็ด ต่อต้น ขยายพันธุ์รวดเร็วด้วยไหลใต้ดิน
ส่วนที่ใช้เป็นยา  รากสดหรือแห้ง
รสสรรพคุณยาไทย รสจืด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ เป็นยาขับปัสสาวะ
ประโยชน์ทางยา  ใช้รากสดหรือแห้ง แก้อาการขัดเบา ใช้วันละ 1 กำมือ ( สดหนัก 40-50 กรัม แห้ง 10-15 กรัม ) หั่นเป็นชิ้น ๆ ต้มกับน้ำรับประทานวันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 มิลิลิตร)



หน้า: [1]