แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ครูสุรพล กิ่มเกลี้ยง

หน้า: [1] 2
1
จัดรายการวันที่ 2 เอ๊ะ ๆ ชักสนุกแล้ว...ออกอากาศว่าอยากจัดอีก....ทำเลย...ยกไมค์ให้..ทำดีขึ้นทุกวัน..อีหน่อยก็เป็น...เจดี..ได้แล้ว...






2
รายการเสียงตามสาย จากชมรมสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน

เปิดตัวไปแล้ว สำหรับรายการดีๆ จากสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน โรงเรียนวารินชำราบ

ห้องประชาสัมพันธ์


ดีแจจักราวุธทั้งตื่น ทั้งเต้น


ตรวจบทขอรับ

3
โรคระบาดในกล้วย : โรคตายพราย height=245
โรคระบาดในกล้วย : โรคตายพราย

ด้วงงวง height=162
ด้วงงวง

 โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของกล้วย


โรคที่ระบาดในกล้วยที่สำคัญคือ
  • โรคตายพราย (Panama disease หรือ Fusarium wilt) เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. Cubense เข้าทำลายราก และมีการเจริญเข้าไปในท่อน้ำ ท่ออาหาร ทำให้เกิดอุดตัน ใบจึงมีอาการขาดน้ำ เหี่ยวเฉา และเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หักพับ การเจริญจะชะงักงัน และตายในที่สุด โรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้นต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกโรคนี้ทำลายหมด จึงควรทำความสะอาดโคนกอกล้วย อย่าให้รก ทำทางระบายน้ำให้ดี และราดด้วยแคปแทน ๔๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
  • โรคใบจุด (Leaf spot) โรคใบจุด มีหลายชนิด เช่น โรคซิกาโตกาสีเหลือง เฟโอเซปทอเรียใบจุด ใบจุดสีดำ ใบจุดสีน้ำตาล ใบจุดสีกระ แต่ละโรคเกิดจากเชื้อราต่างชนิดกัน ส่วนใหญ่โรคที่พบในกล้วยหอมทอง คือ โรคเฟโอเซปทอเรียใบจุด เกิดจากเชื้อรา Phaeoseptoria musae ลักษณะอาการคือ ใบเกิดเป็นจุดเล็กขนาดเท่าหัวเข็มหมุด สีน้ำตาลดำ รูปร่างยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา ขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้ม และรอบนอกเป็นสีเหลือง เมื่อเริ่มมีโรคระบาด ควรพ่นด้วยเบนโนมิล ๑๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร ที่ใบ โรคใบจุดที่พบอีกชนิดคือ โรคซิกาโตกาสีเหลือง เกิดจากเชื้อรา Cercospora musae มีลักษณะอาการคือ เกิดจุดเล็กๆ สีเหลือง ต่อมาจุดนี้ขยายใหญ่ เป็นขีดสีเหลืองขนานไปตามเส้นใบ ขนาดของแผลโตขึ้น มีรูปร่างเหมือนไข่ ตรงกลางแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา ถ้าพบโรคใบจุดเหล่านี้ ควรตัดใบที่แสดงอาการของโรคมาเผาทิ้ง และพ่นใบที่เหลือด้วยคาร์เบนดาซิม ๑๖ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร
แมลงศัตรูที่สำคัญของกล้วยในประเทศไทยคือ
  • ด้วงงวง (stock weevil) ด้วงงวง จะเข้าทำลายที่รากและเหง้ากล้วย ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต ใบเหี่ยวเฉา และตายในที่สุด ควรถางบริเวณโคนของกอกล้วยให้สะอาด อย่าให้รกหรือมีวัชพืช
  • หนอนม้วนใบ (leaf roller) ผีเสื้อจะมาวางไข่ในใบยอดที่ยังไม่คลี่ หลังจากนั้นไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนเจริญอยู่ในใบอ่อนที่ยังม้วนอยู่ ตัวหนอนจะกัดกินใบอ่อน ทำให้ใบแหว่ง เป็นรูพรุน หรือฉีกขาด และม้วนตัวอย่างรวดเร็ว จึงควรตัดใบที่ถูกทำลายมาเผาไฟให้หมด

4


ข้อมูลทางพฤกษศาสตร์
     ชื่อวิทยาศาสตร์    Musa sapientum L.,  Musa paradisiaca L. var sapientum (L.) O. Kutnze
     ชื่อวงศ์    Musaceae
     ชื่ออังกฤษ    Banana, Cultivated banana
     ชื่อท้องถิ่น     กล้วยกะลิอ่อง  กล้วยมะนิอ่อง  กล้วยไข่  กล้วยใต้  กล้วยนาก  กล้วยน้ำว้า  กล้วยเล็บมือ  กล้วยส้ม  กล้วยหอม  กล้วยหอมจันทน์  กล้วยหักมุก  เจก  มะลิอ่อง ยาไข่  สะกุย
     
หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
1.  ฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุท้องเสีย
กล้วยมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุอาการท้องเสีย เช่น Escherichia coli, Bacillus subtilis และแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทัยฟอยด์ เป็นต้น (1, 2)
2.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์แก้อาการท้องเสีย
                พบสาร tannin (3) ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเสียได้ (4)
3. ฤทธิ์รักษาอาการอุจจาระร่วง
                ผู้ป่วยอุจจาระร่วงจำนวน 31 คน รับประทานกล้วยแผ่น (banana flakes) ขนาด 40 กรัมต่อคน สามารถลดอาการท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อ Clostridium difficile ได้ (5)
4.  ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
                กล้วยมีฤทธิ์ป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร (6-15)  แป้งจากผลกล้วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวเนื่องจากแอสไพริน indemethacin, phenylbutazone, prednisolone และ cyscamine และป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารหนูตะเภาเนื่องจากฮีสตามีน (6)  หนูที่กินกล้วยหักมุกดิบขนาด 5 ก./วัน นาน 2 วัน จะป้องกันการเกิดแผล (erosion) ในกระเพาะอาหารจากแอสไพรินได้ (7) และหนูถีบจักรที่กินอาหารผสมกล้วยก่อนถูกทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหารด้วยฮีสตามีน 1 สัปดาห์ จะลดการเกิดแผล ( 8)
                ผลกล้วยหอมดิบขนาด 7 ก./ตัว/วัน มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดขึ้นจาก indomethacin 20 มก./กก.  ส่วนกล้วยน้ำว้าดิบไม่มีฤทธิ์  เมื่อทดลองสกัดสารออกฤทธิ์ด้วยอัลกอฮอล์ 60% พบว่าสารสกัดจากกล้วยหอมและกล้วยพาโลดิบ ขนาด 0.5 และ 1 ก./กก. มีฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก indomethacin และรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากกรดอะซิติค แต่มีฤทธิ์ต่ำ (9)  ความยาวเฉลี่ยของแผลในกระเพาะอาหารหนูขาวที่กินสารสกัดจากกล้วยพาโลและกล้วยหอมในขนาด 1 ก./กก./วัน นาน 3 วัน ก่อนที่จะเกิดแผลเนื่องจาก indomethacin เท่ากับ 4.47 ±1.2 และ 1.87 ± 0.44 มม. ตามลำดับ (กลุ่มควบคุม 14.56 ±2.43 มม.)  และสารสกัดจากกล้วยหอมเท่านั้นที่มีผลในการรักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจาก indomethacin แต่มีฤทธิ์ต่ำ  และกล้วยทั้ง 2 ชนิดให้ผลคล้ายกันในการรักษาแผลที่เกิดจากกรดอะซิติก (10)
                สารแขวนลอยจากผลกล้วย sweet banana ดิบ เมื่อใช้ความเข้มข้นสูงสามารถลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหารแบบเฉียบพลันที่เกิดจาก indomethacin เช่นเดียวกับผลของ phosphatidylcholine และเพคตินซึ่งเป็นสารในกล้วย  และในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารแบบเรื้อรัง สารแขวนลอยจากกล้วยดิบให้ผลการรักษาไม่สมบูรณ์และออกฤทธิ์ชั่วคราวเท่านั้น (11)
                เมื่อให้หนูขาวกินแป้งจากกล้วยป่าขนาด 1 ก./กก.  พบว่ายับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจาก indomethacin, เอทานอล และ hypothermic-restraint  69, 44 และ 48% ตามลำดับ (12)  หนูขาวที่กินแอสไพริน แล้วกินผลกล้วยป่าดิบ พบว่าป้องกันไม่ให้เกิดแผลได้ เมื่อกินผงกล้วยดิบขนาด 5 ก. และรักษาแผลที่เป็นแล้วในขนาด 7 ก.  สารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์เป็น 300 เท่า ของผงกล้วยดิบ ส่วนกล้วยสุกไม่ให้ผล (13)   
แป้งจากผลกล้วยออกฤทธิ์สมานแผลและเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อเมือก (6, 14) และเร่งการแบ่งตัวของเซลล์ (6) นอกจากนี้ยังมีผลต่อกระบวนการสร้าง macrophage cell อันส่งผลไปถึงการรักษาแผล (15)
5.  สารสำคัญในการออกฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
สารสำคัญคือ sitoindoside I, II, III, IV, V (15-17)   และยังพบว่าสาร leucocyanidins ซึ่งเป็นสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ เป็นสารออกฤทธิ์ป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย (18)
ข้อควรระวัง
เนื่องจากสารออกฤทธิ์เป็นกลุ่มสเตียรอยด์ การใช้ระยะยาวจึงต้องระมัดระวังเรื่องผลข้างเคียง เนื่องจากยังไม่มีผู้ศึกษาพิษของสารสำคัญ
6. หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
 6.1 การศึกษาความเป็นพิษเมื่อฉีดสารสกัดเอทานอลและน้ำ (1:1) จากเปลือกผลแห้ง เข้าช่องท้องหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 1 ก./กก. (19)  หนูขาวที่กินแป้งจากกล้วย ขนาด 1.25, 2.5 และ 5 ก./กก. นาน 5 สัปดาห์ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา และชีวเคมีเพียงเล็กน้อย ไม่พบความผิดปกติทางสรีรวิทยา (12)                       
6.2 พิษต่อตับเมื่อป้อนน้ำคั้นจากลำต้น ทางสายยางสู่กระเพาะอาหารในหนู ขนาด 2 ซีซี/ตัว  มีผลทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ และภายใน 1-7 วัน ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส ออกซาเลท และกรด glycolic ในเลือดลดลง (20)
6.3 ก่อกลายพันธุ์สารสกัดน้ำจากดอกกล้วยไม่ทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ (21) และสารสกัดน้ำ (21) และผงแห้งของกล้วยสุกจากกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และกล้วยไข่ (22) ยังมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการกลายพันธุ์ด้วย (21, 22)
6.4 พิษต่อยีนเมื่อทดสอบสารสกัดน้ำของผลกล้วยต่อเซลล์รังไข่ของหนูแฮมสเตอร์  มีผลทำให้เกิดความเป็นพิษต่อโครโมโซม โดยทำให้โครโมโซมในช่วงการแบ่งตัวนั้นแตกสลาย ซึ่งผลจะลดลงเมื่อหนูแฮมสเตอร์ได้รับ liver microsomal S9 mixture  ดังนั้นพิษอาจถูกกำจัดโดยตับ (23)การศึกษาวิจัยในประเทศเนเธอร์แลนด์ ถึงผลของ 2-trans-hexenal ซึ่งพบในกล้วย 35 ppm พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครอมกลั้วปากด้วยสารละลาย 2-trans-hexenal ความเข้มข้น 10 ppm เป็นเวลา 3 วัน พบว่าปริมาณ micronuclei (MN) เพิ่มขึ้น แสดงว่าเป็นพิษต่อยีน แต่เมื่อให้อาสาสมัครกินกล้วย 3-6 ผล เป็นเวลา 3 วัน อาสาสมัคร 6 ใน 7 คน มี MN เพิ่ม แต่ไม่ต่างจากกลุ่มควบคุม (24)
6.5 ทำให้เกิดอาการแพ้มีรายงานว่าผู้ที่รับประทานกล้วยอาจเกิดอาการแพ้ได้ พบว่าเมื่อทำ scratch test คนไข้ 1 ใน 2 มีอาการแพ้ เนื่องจากยางกล้วย (25) และพบอาการแพ้ยางกล้วยในคนไข้ (26, 27)
6.6 ฤทธิ์ต้าน thiaminน้ำคั้นจากกล้วยมีฤทธิ์ต้าน thiamin (28)
6.7 ผลต่อระบบประสาท
เมื่อฉีดน้ำคั้นจากลำต้นเข้าหลอดเลือดแดงใหญ่ของหนูขาว พบว่าทำให้มีอาการเป็นอัมพาต (29, 30)
amine ที่มีอยู่ในกล้วยป่าอาจทำให้ปวดหัวชนิด migraine และไม่ควรรับประทานกล้วยป่าดิบ ต้องทำให้สุกก่อน (31)
 
การใช้กล้วยรักษาอาการแน่นจุกเสียด
                    ใช้ผลกล้วยดิบหรืออาจใช้ผลกล้วยดิบที่ฝานบางๆแล้วตากแห้ง รักษาโรคหรืออาการปวดท้องจุกเสียด (32)
 
การใช้กล้วยรักษาอาการท้องเสีย
                    ใช้กล้วยดิบๆมาหั่นบางๆตากแดดให้แห้ง และบดให้ละเอียดเป็นแป้ง ใช้ผงกล้วยนี้ในปริมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ ใส่ในถ้วยน้ำชา และเอาน้ำผึ้งผสม 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานแก้ท้องเสีย (33)
 
เอกสารอ้างอิง
1.Ko R.  Action of fruit juices upon the typhoid bacillus.  Taiwan Igakukai Zasshi 1917;179:569-80. 
2.Scott WE, Mckay HH, Schafier PS, Fontaine TD.  The partial purification and properties of antibiotic substances from the banana (Musa sapientum).  J Clin Invest 1949;28:899-902. 
3. Matsuo T, Itoo S.  Comparative studies of condensed tannins from several young fruits.  Engei Gakkai Zasshi (Journal of Japanese for Horticultural Science) 1981;50(2):262-9. 
4. Reynolds JEF; ed.  Martindale: The extra pharmacopocia.  London: The Pharmaceutical Press, 1989:779. 
5. Emery EA, Ahmad S, Koethe JD, Skipper A, Perlmutter S, Paskin DL.  Banana flakes control diarrhea  in enterally fed patients.  Nutr Clin Pract 1997;12(2):72-5. 
6. Goel RK, Gupta S, Shankar R, Sanyal AK.  Anti-ulcerogenic effect of banana powder (Musa sapientum var. paradisiaca) and its effect on mucosal resistance.  J Ethnopharmacol 1986;18(1):33-44. 
7. Sithisoonthorn S, Hongcharoen A, Mekmance R.  Pharmacological activity of Musa sapientum.  Special Project for the Degree of B. Sc. (Pharm.), Faculty of Pharmacy, Mahidol Univ, 1989. 
8. Elliott RC, Heward GJF.  The influence of a banana supplemented diet on gastric ulcers in mice.  Pharmacological Reserch Communications 1976;8(2);167-71. 
9. พัชรีวัลย์ ปั้นเหน่งเพชร.  การศึกษาฤทธิ์ของกล้วยในการป้องกันและรักษาแผลในกระเพาะอาหารของหนูขาว.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543:125.   
10. Pannangpetch P, Vuttivirojana A, Kularbkaew C, Tesana S, Kongyingyoes B, Kukongviriyapan V.  The antiulcerative effect of Thai Musa species in rats.  Phytother Res 2001;15(5):407-10. 
11. Dunjic BS, Svensson I, Axelson J, Adlercreutz P, Ar’Rajab A, Larsson K, Bengmark S.  Green banana protection of gastric mucosa against experimentally induced injuries in rats. A multicomponent mechanism ?  Scand J Gastroenterol 1993;28(10):894-8. 
12. Costa M, Antonio MA, Souza Brito ARM.  Effects of prolonged administration of Musa paradisiaca L. (banana), an antiulcerogenic substance, in rats.  Phytother Res 1997;11(1):28-31. 
13. Best R, Lewis DA, Nasser N.  The anti-ulcerogenic activity of the unripe plantain banana (Musa spp.).  Br J Pharmacol 1984;82:107-16. 
14. Mukhopadhyaya K, Bhattacharya D, Chakraborty A, Goel RK, Sanyal AK.   Effect of banana powder (Musa sapientum var. paradisiaca) on gastric mucosal shedding.   J Ethnopharmacol 1987; 21(1): 11-9. 
15. Chattopadhyay S, Chaudhuri S, Ghosal S.   Bioactive phytosterol conjugates. Part 3. Activation of peritoneal macrophages by sitoindoside IV, an anti-ulcerogenic acylsterylglycoside from Musa paradisiaca.   Planta Med 1987; 52: 16-8. 
16. Ghosal S, Saini KS.  Sitoindosides I and II, two new antiulcerogenic sterylacylglucosides from Musa paradisiaca.  J Chem Res (S) 1984;4:110. 
17. Ghosal S.   Bioactive phytosterol conjugates. Part 2. Steryl glycosides and acyl steryl glycosides from Musa paradisiaca.  Phytochemistry 1985;24( 8) :1807-10.   
18. Lewis DA, Fields WN, Shaw GP.  A natural flavonoid present in unripe plantain banana pulp (Musa sapientum L. var. paradisiaca) protects the gastric mucosa from aspirin-induced erosions. 
19.  Dhar ML, Dhar MN, Dhawan BN, Mehrotra BN, Srimal RC, Tandon JS.  Screening of  Indian plants for biological activity. Part IV.  Indian J Exp Biol 1973;11:43-54. 
20.  Kailash P, Varalakshmi P.  Effect of banana stem juice on biochemical changes in  liver of normal and hyperoxaluric rats.  Indian J Exp Biol 1992;30(5):440-2. 
21.  Saseelung S.  Antimutagenicity of water extract from Thai indiginous vegetables using somatic mutation and recombination test.  รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2003. 
22.  Kruawan K, Kangsadalampai K, Limpichaisopon K.  Antimutagenic of different lyophilized ripe bananas on mutagens in Ames test and somatic mutation and recombination test.  Thai J Pharm Sci 2004;28(1-2):83-94. 
23.  Stich HF, Rosin MP, Wu CH, Powrie WD.  Clastogenic activity of dried fruits.  Cancer Lett 1981;12(1-2):1-8. 
24. Dittberner U, Schmetzer B, Golzer P, Eisenbrand G, Zankl H.  Genotoxic effects of 2-trans-hexenal in human buccal mucosa cells in vivo.  Mutat Res 1997;390(1-2):161-5. 
25. Dompmartin A, Szczurko C, Michel M, et al.  Two cases of urticaria following fruit ingestion, with cross-sensitivity to latex.  Contact Dermatitis 1994;30(4):250-2. 
26. Makinen-Kiljunen S.  Banana allergy in patients with immediate-type hypersensitivity to natural rubber latex: characterization of cross-reacting antibodies and allergens.  J Allergy Clin Immunol 1994;93(6):990-6. 
27. Fernandez de Corres L, Moneo I, Munoz D, Bernaola G, Fernandez E, Audicana M, Urrutia I.  Sensitization from chestnuts and bananas      in patients with urticaria and anaphylaxis from contact with latex.  Ann Allergy 1993;70(1):35-9. 
28. Rattanapanone V.  Antithiamin factor in fruits, mushrooms and spices.  Chiang Mai Med Bull 1979;18:9-16. 
29. Benitez MA, Navarro E, Feria M, Trujillo J, Boada J.  Pharmacological study of the  muscle paralyzing activity of the juice of the banana trunk.  Toxicon 1991;29(4/5):511-5.   
30. Singh YN, Dryden WF.  Muscle paralyzing effect of the juice from the trunk of the banana tree.  Toxicon 1985;23(6):973-81. 
31. Gruenwald J, Brendler T, Jaenicke C, et al (eds.).  PDR for herbal medicines (2ndEdition).  New Jersey:Medical Economic Company, 2000:858pp.
32. โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง.  คู่มือสมุนไพรน่าใช้ เล่ม 2.  กรุงเทพฯ: บริษัทเอดิสันเพรสโปรดักส์จำกัด, 2528:84. 
33. พระหอม.  แบบสัมภาษณ์ผู้ใช้โดยโครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง.
 

5
พืชศึกษา(กล้วยน้ำว้า) / กล้วยนานาชนิด
« เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2013, 13:23:51 pm »

 
กล้วยกุ้งเขียว กล้วยไข่พระตะบอง กล้วยครั่ง กล้วยนาก กล้วยหอมแกรนด์เนน
กล้วยหอมเขียว กล้วยหอมเขียวค่อม กล้วยหอมทอง กล้วยกล้าย กล้วยขม
กล้วยไข่โบราณ กล้วยงาช้าง กล้วยนมสวรรค์ กล้วยนมสาว กล้วยน้ำกาบดำ
กล้วยน้ำฝาด กล้วยนิ้วจรเข้ กล้วยนิ้วมือนาง กล้วยไข่ กล้วยไข่ทองเงย
กล้วยทองร่วง กล้วยน้ำไท กล้วยน้ำนม กล้วยเล็บมือนาง กล้วยสา
กล้วยหอมจันทน์ กล้วยตีบ กล้วยนมหมี กล้วยนางพญา กล้วยน้ำว้า
กล้วยน้ำว้าเขียว กล้วยน้ำว้าค่อม กล้วยน้ำว้าดำ กล้วยน้ำว้านวล กล้วยน้ำว้าลูกไส้ดำ
กล้วยพม่าแหกคุก กล้วยส้ม กล้วยหักมุก กล้วยหิน กล้วยตานี
กล้วยเทพรส กล้วยนวล กล้วยบัวสีชมพู กล้วยบัวสีส้ม กล้วยผา
กล้วยรุ่งอรุณ กล้วยเล็บช้างกุด กล้วยหก กล้วยมัน กล้วยไร่
กล้วยสามเดือน กล้วยหลวง กล้วยขี้แมวหาดใหญ กล้วยป่าใบกระ กล้วยป่าใบไม่กระ
กล้วยป่ามาเลเซีย กล้วยหวานทับแม้ว 
 
 

  กรมส่งเสริมการเกษตร. สรุปผลการจัดงานนิทรรศการและการประชุมสัมมนากล้วยนานาชาติ ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : กรมส่งเสริมการเกษตร, 2544

6
พืชศึกษา(กล้วยน้ำว้า) / การปลูกกล้วย
« เมื่อ: 30 กรกฎาคม 2013, 13:14:43 pm »
 

ตอนที่ 3
การค้ำกล้วย  ต้นกล้วยหลังตกเครือแล้ว จะมีการหักกลางต้น (หักคอ) ได้ง่าย เมื่อกล้วยใกล้จะแก่ ทั้งนี้เพราะน้ำหนักผลมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกล้วยหอมทอง ซึ่งจะมีการหักล้มได้ง่ายมาก เพื่อป้องกันการเสียหายจาก


หักล้ม เกษตรกรควรใช้ไม้ค้ำกล้วยหลังตกเครือแล้ว ด้วยไม้รวกที่ผ่านการแช่น้ำมาแล้วประมาณ 1 เดือน โดยดำเนินการดังนี้
   
การค้ำกล้วย
  1. นำไม้รวกมาเสี้ยมปลายด้านที่จะใช้ปักลงดินทั้ง 2 อัน แล้วผูกเชือกปลายไม้ทั้งสองอันนี้ โดยให้เหลือส่วนปลายไม้ด้านบนอันละ 30 เซนติเมตร เพื่อทำหน้าที่รับน้ำหนักต้นกล้วย จากนั้นให้ถ่างไม้ทั้งสองไขว้กันเป็นลักษณะคีม แล้วนำไปค้ำต้นกล้วยบริเวณที่ต่ำลงมาจากตำแหน่งเครือกล้วยประมาณ 30-50 เซนติเมตร  นอกจากใช้ไม้รวกแล้ว เกษตรกรอาจใช้ไม้ที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่เป็นไม้ง่ามอยู่แล้วแทนก็ได้  โรคและแมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ
 โรคกล้วย  1. โรคตายพราย เกิดจากเชื้อรา มักจะเป็นกับกล้วยที่มีอายุ 4-5 เดือนขึ้นไป โดยจะเห็นทางสีเหลืองอ่อนตามก้านใบของใบล่างหรือใบแก่ก่อน ต่อมาปลายใบหรือขอบใบจะเริ่มเหลือง และขยายออกไปอย่างรวดเร็วจนเหลืองทั่วใบ ใบอ่อนจะมีอาการเหลืองไหม้หรือตายนึ่งและบิดเป็นคลื่น ใบกล้วยจะหักพับบริเวณโคนก้านใบ ใบยอดจะเหลืองตั้งตรงเขียวอยู่ในระยะแรก ต่อมาก็ตายไปเช่นกัน กล้วยที่ตกเครือแล้วจะเหี่ยว ผลลีบเล็กไม่สม่ำเสมอ หรือแก่ก่อนกำหนด เนื้อฟ่ามจืด บางครั้งพบใบกล้วยหักพับที่โคนใบโดยไม่แสดงอาการใบเหลือง หรือเหลืองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าตัดลำต้นตามขวางจะพบว่าเนื้อในของกาบใบบางส่วนเป็นสีน้ำตาลแดง และอาจมีเส้นใยของเชื้อราให้เห็นบ้าง 
 
โรคตายพราย
  การป้องกันและกำจัด  1. โรคนี้เป็นมากกับกล้วยน้ำว้า และกล้วยหอมทอง ควรปลูกกล้วยไข่หรือกล้วยหักมุกแทน 2. ในพื้นที่ปลูกอย่าให้มีน้ำขังแฉะ เพราะจะทำให้กล้วยเจริญได้ไม่เต็มที่ ทำให้อ่อนแอเป็นโรคง่าย โดยเฉพาะดินที่เป็นกรด จะต้องใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เป็นกลางเสียก่อน 3. ตัดทำลายต้นที่เป็นโรคด้วยการเผาทิ้ง 4. ใส่ปุ๋ยที่มีแร่ธาตุฟอสเฟตและโปแตสเซี่ยมสูง และไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีธาตุไนโตรเจนมาก 5. คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยจากแหล่งที่ไม่มีโรคนี้หรืออย่างน้อยจากกอที่ไม่เป็นโรค  2. โรคเหี่ยวของกล้วย เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะพบอาการเหี่ยวบนใบอ่อน ๆ ของกล้วย และมีอาการหักตรงก้านใบ อาการเหี่ยวจะระบาดอย่างรวดเร็ว หน่อกล้วยที่กำลังจะแตกยอดมีสีดำ ยอดบิดและแคระแกร็นและจะตายในที่สุด แสดงอาการคล้ายโรคตายพราย แต่เมื่อตัดดูลักษณะภายในลำต้นจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลแดง พบบริเวณไส้กลางต้นและจะขยายไปยังกาบ ก้านใบ และไปยังเครือกล้วย ผล หน่อ ตา กล้วยจะเหลืองและตายในที่สุด ภายในจะพบเนื้อเยื่อเน่าตายเห็นเป็นช่องว่าง เมื่อตัดกล้วยอ่อนที่เป็นโรคแช่น้ำในน้ำ จะพบเชื้อแบคทีเรียสาเหตุเป็นน้ำขุ่น ๆ ไหลออกมาผลจะเน่าดำ 
 
โรคเหี่ยว
  การป้องกันและกำจัด ใช้หน่อกล้วยที่ไม่มีโรคทำพันธุ์ ระวังไม่ให้เกิดผลกับลำต้นกล้วย แช่หน่อกล้วยที่ถูกตัดแต่งในน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนปลูก  3. โรคใบจุดของกล้วย เกิดจากเชื้อหลายชนิด แต่ละชนิดแสดงอาการบนใบแตกต่างกัน ดังนี้      3.1 ลักษณะอาการเป็นขีดสีน้ำตาลแดงสั้น ๆ ขนานไปกับเส้นใบ บางครั้งกระจายไปทั่วทั้งใบและขยายไปทางกว้าง ทำให้เกิดอาการใบจุด และแผลลามติดต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ โดยมากเกิดจากริมใบเข้าไป แผลมีสีน้ำตาลอ่อน ขอบแผลสีน้ำตาลเข้ม พบทุกระยะการเจริญเติบโต โดยมากเป็นกับกล้วยน้ำว้า ทำให้จำนวนหวีน้อยลง ขนาดผลเล็กลง  การป้องกันและกำจัด ตัดใบกล้วยที่เป็นโรคนำไปเผาไฟทิ้ง และฉีดพ่นด้วยสารเคมีคอปเปอร์อ๊อกซีคลอไรด์ ผสมสารจับใบฉีดพ่น 2-3 ครั้งต่อเดือน หรือใช้สารเคมีแมนโคเซบ หรือเบนโนมิลผสมไวท์ออยย์ฉีดพ่น      3.2 ลักษณะอาการใบจุดรูปไข่สีน้ำตาล มักเกิดกับกล้วยไข่ บนใบจะเห็นแผลมีลักษณะรูปไข่สีน้ำตาล ตรงกลางแผลสีน้ำตาลอ่อนปนเทาถัดเข้ามามีเส้นวงสีน้ำตาลเข้ม และมีวงสีเหลืองล้อมรอบแผลอีกชั้นหนึ่ง การแผ่ขยายของแผลจะเป็นไปตามความยาวของเส้นใบ  การป้องกันและกำจัด ตัดใบที่เป็นโรคออกจากแปลงแล้วเผาทำลายทิ้ง และฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซบ หรือแคปแทน      3.3 ลักษณะอาการใบจุดกลมรี ทั้งขนาดเล็ก-ใหญ่ แผลมีสีน้ำตาล ขอบแผลสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบด้วยบริเวณสีเหลือง ตรงกลางแผลมีส่วนสปอร์ของเชื้อราสีดำเกิดเรียงเป็นวงมักเป็นกับกล้วยน้ำว้า 
 
โรคใบจุด
  การป้องกันและกำจัด ให้ตัดใบกล้วยที่เหี่ยวแห้งคาต้นไปเผาไฟทิ้ง และฉีดพ่นด้วยสารเคมีแมนโคเซบ  โรคยอดม้วน เกิดจากเชื้อไวรัส แมลงพาหะได้แก่ แมลงประเภทปากดูดทุกชนิด ได้แก่ เพลี้ยต่าง ๆ เชื้อโรคจะแพร่กระจายติดไป กับหน่อหรือส่วนขยายพันธุ์ต่าง ๆ อาการที่พบคือ ในระยะแรก ๆ จะปรากฎรอยขีดสีเขียว และจุดเล็ก ๆ ตามเส้นใบ และก้านใบ ใบถัด ๆ ไปจะมีขนาดเล็กลง สีเหลือง ใบม้วนที่ปลาย เมื่อโรคนี้ระบาดมากขึ้น ต้นกล้วยจะแคระแกร็น ใบขึ้นรวมกันเป็นกระจุก ดอกและปลีของต้นที่เป็นโรคจะเจริญเติบโตอย่างช้า ๆ เมื่อเกือบจะโผล่จะพองโตขึ้น บางคราวเมื่อโผล่ออกมาที่ยอด ทำให้ยอดปริ เครือเล็ก จนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ถ้าต้นกล้วยเป็นโรคทุก ๆ หน่อที่เกิดมาก็จะเป็นโรคด้วย  การป้องกันและกำจัด ทำลายส่วนต่าง ๆ ของต้นที่เป็นโรคหรือกอที่สงสัยจะเป็นโรค โดยสังเกตจากอาการดังกล่าวข้างต้น 
แมลงศัตรูกล้วย
แมลงศัตรูกล้วยที่สำคัญ ได้แก่ 
1. ด้วงงวงไชเหง้า
ด้วงชนิดนี้ในระยะที่เป็นหนอนทำความเสียหายแก่ต้นกล้วยมากที่สุด ตัวแก่ก็ทำความเสียหายเหมือนกันแต่น้อยกว่า ตัวหนอนเจาะกัดกินไชชอนอยู่ภายในเหง้ากล้วย ซึ่งโดยมากกินอยู่ใต้ระดับดินโคนต้น ซึ่งไม่สามารถมองเห็นการทำลายหรือร่องรอยได้ชัด การทำลายของหนอนทำให้ระบบการส่งน้ำ และอาหารจากพื้นดินขึ้นไปเลี้ยงลำต้นขาดตอนชะงักไป เมื่อเป็นมาก ๆ หรือแม้มีหนอนเพียง 5 ตัว ในเหง้าหนึ่ง ๆ เท่านั้น ก็สามารถไชชอน ทำให้กล้วยตายได้ พบการทำลายได้ทุกระยะ ตั้งแต่หน่อไปจนถึงต้นแก่ ภายหลังตัดเครือแล้ว ตัวหนอนเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเข้าเป็นดักแด้จนเป็นตัวแก่ จะออกมาอยู่นอกเหง้า แถวโคนต้นในระดับชิดผิวดิน หรือต่ำกว่าเล็กน้อย หรือรอผสมพันธุ์กันต่อไป  การป้องกันและกำจัด ทำความสะอาดสวน อย่าปล่อยให้รกรุงรัง โดยเฉพาะเศษชิ้นส่วนของลำต้นกล้วย กาบกล้วย ซึ่งเน่าเปื่อยชื้นแฉะแถวโคนต้น เป็นที่วางไข่ของตัวเมีย หรืออาจใช้วิธีตัดต้นกล้วยเป็นท่อน ๆ วางสุมเป็นจุด ๆ ในสวน เพื่อล่อให้แมลงมาวางไข่ ประมาณ 7 วันต่อครั้ง ให้เปิดตรวจดูในเวลากลางวัน ถ้าพบตัวอ่อนหรือตัวแก่ให้ทำลาย โดยการใช้สารฆ่าแมลง เช่น เฮ็พตาคลอร์ผสมตามสูตรที่ระบุในฉลากยาราดส่วนโคนต้นและบริเวณดินรอบโคนต้น สำหรับหน่อพันธุ์ควรเลือกหน่อที่แข็งแรงไม่มีโรคแมลงติดอยู่ และแช่ในน้ำยาดีลดริน 25% ในอัตราส่วนผสมคือ น้ำยา 1 ส่วน ต่อน้ำ 50 ส่วน แล้วแช่หน่อพันธุ์ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนนำไปปลูก 
2. ด้วงงวงเจาะต้น หรือด้วงงวงไชกาบกล้วย ด้วงชนิดนี้เป็นศัตรูที่มีการทำลายรุนแรงพอ ๆ กับด้วงงวงไชเหง้า ตัวหนอนจะไชทำลายต้นที่อยู่เหนือพื้นดินขึ้นไปถึงประมาณกลางต้น โดยไชต้นเป็นรูแล้วชอนเข้าไปถึงไส้กลางต้น มองเห็นข้างนอกเป็นรอยรอบต้นพรุนไปทั่ว มักชอบทำลายต้นกล้วยที่โตแล้ว หรือใกล้จะออกปลี หรือกำลังตกเครืออยู่ จะทำให้เครือหักพับกลางต้นหรือเหี่ยวเฉายืนตาย ขนาดด้วงเจาะลำต้นจะมีขนาดใหญ่กว่าด้วงงวงไชเหง้า  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับด้วงงวงไชเหง้า 
3. หนอนม้วนใบ
ตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางคืน ตัวสีน้ำตาลปนเทา บนหลังปีกมีสีเหลืองแต้ม 2-3 จุด โดยตัวหนอนจะกัดกินจากริมใบให้แหว่งเข้ามาเป็นทางยาว และม้วนใบซ่อนในตัวหลอดอยู่จนกระทั่งเข้าดักแด้ และมีแป้งขาว ๆ หุ้มตัวด้วย ถ้าถูกหนอนทำลายมาก ๆ จะทำให้ใบขาดวิ่นใช้ประโยชน์ไม่ได้  การป้องกันและกำจัด จับตัวหนอนมาทำลายทิ้ง หรือโดยการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงจำพวกเมทธิลพาราไธออน เช่น พาราเทล ที.เอ็น.ฟอส พาราท็อป ฯลฯ โดยใช้ตามอัตราส่วนที่แจ้งในฉลากยา และควรผสมสารจับใบลงไปด้วย 
4. ตั๊กแตนผี ทั้งตัวอ่อนและตัวแก่ ชอบกัดกินใบ  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ 
5. หนอนกระทู้
ตัวแก่เป็นผีเสื้อขนาดเล็ก ปีกบนสีน้ำตาลปนเทา ส่วนปีกล่างสีขาว ตัวแก่หากินในเวลากลางคืน ส่วนตัวอ่อนชอบกัดกินใบตองอ่อนที่ยังไม่คลี่ หรือคลี่แล้วใหม่ ๆ โดยจะกัดเป็นรอยแหว่งไปตามขอบใบเป็นทาง รอยกัดแทะตรงกลางใบที่ทะลุเป็นรูกลม ๆ โตตามขนาดและวัยของหนอน ใบกล้วยที่ออกใหม่หรือหน่อกล้วยโคนต้นหรือหน่อที่นำมาปลูก พอใบใหม่แตกมักจะมีหนอนกระทู้ตัวเล็ก ๆ เข้ากัดกินใต้ผิว เมื่อตัวหนอนโตแล้วก็สามารถกินได้ทั้งบนใบและใต้ใบ  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ 
6. หนอนร่าน ตัวแก่เป็นผีเสื้อกลางวันสีน้ำตาล มีพิษตามตัวถูกเข้าจะคัน กัดกินใบขณะที่กำลังจะกลายจากสีตองอ่อนเป็นสีเขียวแก่คือ มีสีจัดขึ้น นอกจากกินใบกล้วยแล้ว ยังพบว่ากินใบมะพร้าวด้วย  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับหนอนม้วนใบ 
7. มวนร่างแห
ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบกล้วย ใบตองตรงที่มวนพวกนี้อาศัยอยู่สีจะไม่เขียวสดคือ จะค่อย ๆ เหี่ยวเหลืองซีด และที่สุดก็จะแห้งเป็นแห่ง ๆ ไป ถ้าตรวจดูด้านใต้ใบจะเห็นเป็นจุดดำ ๆ ทั่ว ๆ ไป นั่นคือมูลของมวนที่ถ่ายออกมาติดอยู่และมีคราบของตัวอ่อนลอกทิ้งไว้  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับด้วงงวงไชกาบกล้วย 
8. ด้วงเต่าแดง
ตัวแก่ชอบกัดกินใบตองยอดอ่อนที่ยังม้วนกลมอยู่ ยังไม่คลี่ออกหรือคลี่ออกแล้วใหม่ ๆ ยังไม่เขียว ทำให้ใบมีรอยตำหนิเป็นรูปสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ทะลุล้างไม่ทะลุบ้างทั่วทั้งใบ เห็นได้ชัดเมื่อคลี่ออกตอนเขียวจัดแล้ว  การป้องกันและกำจัด รักษาความสะอาดสวนกล้วยอย่าให้เป็นที่อาศัยของแมลงได้ และอาจจะใช้เฮ็พตาคลอร์ผสมน้ำตามอัตราส่วนที่แจ้งไว้ในฉลากพ่นที่ยอดกล้วย หรือตามใบตองอ่อนให้ทั่ว 
9. หนอนปลอก ตัวแก่เป็นผีเสื้อขนาดเล็กมีสีน้ำตาลอ่อนตัวอ่อนเป็นตัวหนอน ชอบกัดกินใบเอามาทำปลอกหุ้มตัว ตัวเล็กพบกัดกินบนใบตองโดยมีปลอกหุ้มตัวชี้ไปข้างหลัง พอโตขึ้นก็จะทำปลอกใหญ่ขึ้นมักเกาะห้อยท้ายปลอกลง ชอบกัดกินอยู่ใต้ใบ  การป้องกันและกำจัด เช่นเดียวกับด้วงเต่าแดง 
10. แมลงวันผลไม้
หรือ "แมลงวันทอง" เป็นแมลงศัตรูของผลไม้ที่มีความสำคัญในการผลิตผลไม้เป็นการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เพราะจะทำความเสียหายกับผลไม้ที่เริ่มสุก โดยตัวเมียชอบวางไข่กับผลกล้วยที่ใกล้สุก หรือมีรอยแผล หนอนที่ออกจากไข่จะไชชอนเนื้อกล้วย ให้เกิดความเสียหายเน่าเหม็น ช่วงเวลาที่ระบาดมากได้แก่ราว ๆ เดือนเมษายน-มิถุนายน ของทุกปี  การป้องกันและกำจัด ใช้เหยื่อพิษ ซึ่งเป็นสารเคมีผสมประกอบด้วยสารเคมีที่มีชื่อทางการค้าว่า "นาสิมาน" จำนวน 200 ซี.ซี. ผสมกับมาลา-ไธออน 83% จำนวน 70 ซี.ซี. และน้ำ 5 ลิตร อาจผสมสารจับใบเล็กน้อยฉีดพ่นในช่วงเช้า ด้านที่มีร่มเงา และฉีดพ่นที่ใบแก่ ห้ามฉีดพ่นที่ใบอ่อนและยอดอ่อน ให้ฉีดพ่นต้นละ 50-100 ซี.ซี.  ข้อแนะนำเพิ่มเติม ในการใช้เหยื่อพิษนี้ ควรมีการสำรวจปริมาณการระบาดของแมลงวันทองในสวนเสียก่อน โดยใช้กับดักใส่สารล่อ เมทธิล ยูจินอล (methyl eugenol) แล้วตรวจนับทุก ๆ 7 วัน ถ้าพบปริมาณแมลงวันทองประมาณ 10 ตัวต่อกับดัก 1 อัน ให้ฉีดพ่นเหยื่อพิษ (นาสิมาน + มาลาไธออน + น้ำ) 7 วันต่อครั้ง แต่ถ้าพบปริมาณแมลงวันทองมากกว่านี้ให้ฉีดพ่นทุก ๆ 4-5 วัน ในฤดูฝนควรผสมสารจับใบลงไปด้วย จำนวน 5-10 ซี.ซี.  นอกจากนี้ยังมีพืชที่แมลงวันทองชอบไปตอมเป็นจำนวนมากได้แก่ หวี ใบกล้วย กระเพา ซึ่งเป็นการง่ายในการกำจัดโดย สารเคมีฉีดพ่นเพื่อลดปริมาณของแมลงวันทองได้ 
11. เพลี้ยแป้ง เป็นแมลงปากดูดชนิดหนึ่ง ลำตัวขนาด 2x3 มิลลิเมตร ลำตัวปกคลุมด้วยผงสีขาว ชอบเกาะกันอยู่เป็นกลุ่มก้อน อาการเข้าทำลาย มักพบตามผิวกาบใบ และคอยอด หากมีการทำลายมากทำให้ผลกล้วยมีขนาดเล็กลง ผลผลิตลดลง  การป้องกันและกำจัด ควรทำความสะอาดต้นกล้วย หรือพ่นด้วยสารเคมี เช่น เซฟวิน-เอส 85 25 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบเพนโนไธออน 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร 

การเก็บเกี่ยว

 ปกติแล้วกล้วยจะแก่โดยใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน หลังจากเริ่มออกดอก การเก็บเกี่ยวจะเก็บเกี่ยวความแก่ 80-100 % ทั้งนี้แล้วแต่ความต้องการของตลาด  ลักษณะของผลที่นิยมเก็บเกี่ยวนั้น จะมีลักษณะผลกลมและเห็นเหลี่ยมเล็กน้อย ถึงผลกลมไม่มีเหลี่ยมเลย  การตัดเครือกล้วยให้ใช้มือที่ถนัดมากที่สุดจับมีด และมืออีกข้างหนึ่งจับที่ปลายเครือ แล้วใช้มีดยาวซึ่งคมตัดก้านเครือ (งวง) เหนือกล้วยหวีแรก ประมาณ 20 เซนติเมตร ในสวนที่เป็นแบบยกร่องจะล้างน้ำไปเลย ช่วยให้น้ำยางไม่เปื้อนผลกล้วย แล้วนำไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม การผึ่งควรตั้งให้ปลายเครืออยู่ด้านบนโดยวางพิงกันไว้ 
 
การตัดเครือกล้วย
  การจัดการผลกล้วยหลังเก็บเกี่ยว
 1. ทำการชำแหละหวีกล้วยเป็นหวี ๆ แล้วบรรจุหีบห่อส่งตลาดปลายทาง เพื่อนำไปบ่มขายในตลาดผู้บริโภคต่อไป ช่วงขณะชำแหละหวีกล้วยต้องระวังน้ำยางกล้วยจะเปื้อนผลกล้วยจะดูไม่สวยงาม อาจชำแหละลงในน้ำแล้วผึ่งให้แห้ง หรือเป่าด้วยพัดลม 
 
การแต่งหวี
2. การคัดคุณภาพและการคัดขนาด หลังชำแหละกล้วยเป็นหวี ๆ แล้ว ก็อาจจะพบกล้วยบางหวีหรือบางผลมีตำหนิ หรือถูกโรคแมลงทำลายก็ให้คัดแยกออก ขณะเดียวกันให้ทำการคัดขนาดหวี และผลกล้วยไปในคราวเดียวกันเลย ตามขนาดใหญ่ กลาง เล็ก 
 
การคัดคุณภาพ
3. บรรจุหีบห่อลงในกล่อง หรือเข่งที่บุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ หรือใบตองสดก็ได้ เพื่อป้องกันมิให้กล้วยผิวช้ำหรือดำได้ ขณะบรรจุจะมีการนับจำนวนผลไว้แล้ว กรณีจำหน่ายแบบนับผล แต่ถ้าจำหน่ายเป็นกิโลกรัมก็ทำการชั่งน้ำหนักแต่กล่องหรือเข่ง แล้วเขียนบอกขนาดและน้ำหนักไว้เลยด้วยป้ายกระดาษแข็ง 
 
การบรรจุกล้วยลงกล่อง
  นอกจากบรรจุภาชนะแล้ว ในบางท้องที่อาจใช้วิธีบรรจุบนกระบะรถยนต์บรรทุก หรือตู้รถไฟแบบห้องเย็น โดยการเรียงหวีกล้วยคว่ำลงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ 
 
การชำแหละและทำความสะอาดด้วยน้ำยา
  การบ่มกล้วย
 เป็นวิธีที่ทำให้กล้วยที่ตัดมานั้นสุกและเข้าสีสม่ำเสมอกัน สะดวกในการจัดจำหน่าย ในประเทศไทยนิยมบ่มกันได้แก่ กล้วยไข่ และกล้วยหอมทอง โดยเรียงกล้วยในเข่งที่กรุด้วยกระดาษโดยรอบ หรือใส่กล้วยลงในโอ่งแล้วใส่ถ่านแก๊ซแคลเซี่ยมคาร์ไบด์ ที่ทุบเป็นก้อนเล็ก ๆ ห่อด้วยกระดาษ จะทำให้กล้วยสุกภายใน 1-3 วัน  นอกจากนี้แล้วยังมีการใช้สารละลายเอทธีลีน เช่น อีเธล (Ethel) ความเข้มข้น 500-1000 ppm พ่นที่ผลกล้วยแล้วหุ้มด้วยถุงพลาสติก 1 วัน แล้วเปิดออกผึ่งไว้ให้อากาศถ่ายเท กล้วยจะสุกภายใน 1-3 วัน สิ่งที่ควรคำนึงในการบ่มนั้น ภาชนะที่ใช้บ่มต้องสะอาด อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 12-17 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90% 
 
การลำเลียงผลผลิต
  การชะลอการสุก
 ในการส่งกล้วยไปจำหน่ายในตลาดปลายทางที่ค่อนข้างไกล หรือตลาดต่างประเทศที่ต้องการกล้วยดิบ ในกล้วยหอมทองมีปัญหา เพราะสุกง่าย แม้ไม่ต้องบ่ม การทำให้กล้วยสุกช้า โดยใช้อุณหภูมิต่ำในการขนส่งก็จะช่วยชะลอการสุกได้ระยะหนึ่ง ทั้งนี้รวมถึงการใช้สารละลายโปแตสเซี่ยมเปอร์มังกาเนต (ด่างทับทิม) ใส่ลงไปในกล่องก็สามารถชะลอการสุกได้อีกวิธีหนึ่งด้วย 
 
การบรรทุกกล้วยลงเรือ
   
 

จัดทำโฮมเพจโดย : สำนักบริการคอมพิวเตอร์,  28  มีนาคม  2544

7
ฟังเพลงสวนพฤกษศาสตร์กันมั้ย
<a href="http://ict2.warin.ac.th/botany/music/botany.swf" target="_blank" class="new_win">http://ict2.warin.ac.th/botany/music/botany.swf</a>

8
        
กิจกรรมที่ 8 กิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
       กิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เป็นกิจกรรมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการสนับสนุน นอกจากกิจกรรมปกปักพันธุกรรมพืช สำรวจเก็บรวบรวม ปลูกรักษา อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ ศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช วางแผนพัฒนาพันธุ์พืชและสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยได้เริ่มมีกิจกรรมพิเศษนี้ในปี พ.ศ.2539 มีงานผลิตพืชสวนประดับภาคใต้เป็นงานแรก กิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช เปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมสนับสนุนงานของ อพ.สธ. ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทุนสนับสนุนในกิจกรรมต่าง ๆ ของ อพ.สธ. หรือดำเนินงานที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของ อพ.สธ. โดยอยู่ในกรอบของแผนแม่บท นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้เยาวชนและบุคคลได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับทรัพยากร ธรรมชาติในสาขาต่างๆ ตามความถนัดและสนใจ โดยมีคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาให้คำแนะนำ และให้แนวทางการศึกษาจัดตั้งเป็น ชมรมนักชีววิทยา อพ.สธ.  และ  ชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ซึ่งจะเป็นผู้นำในการถ่ายทอดความรู้และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศให้แก่เยาวชนต่อไป
 
 สรุปการดำเนินในกิจกรรมพิเศษสนับสนุนการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชมีทั้งในส่วน ที่ดำเนินงานในส่วนของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราช ดำริฯ และหน่วยงานร่วมสนองพระราชดำริฯ ได้แก่
 
    1. การเผยแพร่และฝึกอบรมซึ่งดำเนินงานโดย อพ.สธ.
        งานจัดนิทรรศการจำนวน 2 ครั้ง
            ครั้งที่ 1 การประชุมวิชาการและนิทรรศการทรัพยากรไทย : สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว
 ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืช โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ คลองไผ่ ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ระหว่างวันที่ 19-25 ตุลาคม 2548

  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดงานประชุมวิชาการฯ 

 
 สรุปจำนวนผู้เข้าร่วมจัดการประชุมฯ และผู้เข้าร่วมงาน
        1. นักวิจัย นักวิชาการ (อพ.สธ.ร่วมกับชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ. ระหว่างวันที่ 20 -22 ตุลาคม 2548 ณ อาคารประชุม 2
          1.1 นำเสนอภาคบรรยาย 31 เรื่อง
                - นักวิจัยและนักวิชาการจากภายนอก 28 เรื่อง
                - นักวิจัยและนักวิชาการ อพ.สธ. 3 เรื่อง
          1.2 นำเสนอภาคโปสเตอร์ 49 เรื่อง
                - นักวิจัยและนักวิชาการจากภายนอก 45 เรื่อง
                - นักวิจัยและนักวิชาการ อพ.สธ. 4 เรื่อง
       2. หน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมสนองพระราชดำริ
          2.1 ในส่วนของนิทรรศการ แบบถาวร
                2.1.1 ชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ.
                       - สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว “เกาะพระทอง”
                2.1.2 ชมรมนักชีววิทยา อพ.สธ.
                       - สรรพสิ่งล้วนพันเกี่ยว “เกาะแสมสาร”
                2.1.3 พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา
                       - เกาะและทะเลไทย (รายงานความก้าวหน้าฯ)
                       - หนองระเวียง
                2.1.4 หน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริ 21 หน่วยงาน
         2.2 ในส่วนของนิทรรศการ แบบไม่ถาวร
                2.2.1 หน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริ 26 หน่วยงาน
                2.2.2 เจ้าหน้าที่ อพ.สธ. 16 เรื่อง
 
 สรุป จำนวนผู้เข้าร่วมเข้าประชุม (บุคคลทั่วไป) และผู้ร่วมจัดประชุม (นักวิจัยและนักวิชาการ) จำนวน 200 คน
 
      3. โรงเรียน
  สรุปผลการดำเนินงานในกิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช “งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน”
           1. การจัดนิทรรศการ
              1.1 สถานศึกษาที่เข้าร่วม การจัดนิทรรศการฯ จำนวน 160 แห่ง
                   1.1.1 การจัดนิทรรศการในเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน จำนวน 21 แห่ง
                   1.1.2 การจัดนิทรรศการนอกเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน จำนวน 77 แห่ง
                   1.1.3 การจัดนิทรรศการการศึกษาพืชในภาคโปสเตอร์ จำนวน 59 แห่ง
                   1.1.4 การจัดนิทรรศการการเรียนรู้ทรัพยากรทะเล จำนวน 3 แห่ง
          2. การนำเสนอบนเวที รวม 38 รายการ (ณ อาคารประชุม 1)
              2.1 นำเสนอบนเวทีประชุมวิชาการระดับโรงเรียน จำนวน 16 แห่ง
              2.2 การนำเสนอบนเวทีกลางแจ้ง มีรายการแสดงทั้งหมด 22 รายการ
          3. กิจกรรมพิเศษ มี 6 กิจกรรม
              3.1 ภาพวาดทางพฤกษศาสตร์
              3.2 ภาพวาดนกและปลา
              3.3 การประดิษฐ์หุ่นสัตว์จากวัสดุธรรมชาติ
              3.4 การสลักผักและผลไม้
              3.5 การทำสไลด์ถาวร
              3.6 การตอบปัญหาทางชีววิทยา
        4. ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยสถานศึกษา จำนวน 13 แห่ง
 
     4. เกษตรกร
        คณะผู้ร่วมจัดงาน
        ผู้จัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ ได้แก่กรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์ กรมประมง สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย (คกร.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดนครราชสีมา กองทัพภาคที่ 2 โรงเรียนคลองไผ่วิทยา และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

        ผู้เข้าร่วมประชุม
นับจากข้อมูลการลงทะเบียนการจัดประชุมวิชาการฯ ตั้งแต่วันที่ 21-24 ตุลาคม 2548 จำนวน รวมทั้งสิ้น 2,911 คน
 
        จำนวนซุ้มที่ร่วมจัดนิทรรศการ
        การจัดนิทรรศการวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์เพื่อเศรษฐกิจพอเพียงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มีจำนวนทั้งสิ้น 44 ซุ้ม แบ่งเป็นซุ้มนิทรรศการของหน่วยงานราชการ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง เครือข่ายเกษตรกรที่ขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพธุรกิจสมุนไพรไทยสปา SMEs แห่งชาติ จำนวน 25 ซุ้ม และเป็นซุ้มจำหน่ายผลิตภัณฑ์อินทรีย์จำนวน 19 ซุ้ม สำหรับกรมพัฒนาที่ดินมีซุ้มนิทรรศการในส่วนของเกษตรกรจำนวน 3 ซุ้ม ประกอบด้วยการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเกษตรอินทรีย์เพื่อเศรษฐกิจพอเพียง ผลิตภัณฑ์ 12 มหัศจรรย์ของกรมพัฒนาที่ดิน และภูมิปัญญาหมอดินอาสา
 
สรุป
  1.จำนวนผู้เข้าร่วมจัดประชุมในการจัดนิทรรศการ (ครูและนักเรียน) และแสดงโปสเตอร์ในส่วนโรงเรียน จำนวน 1,330 คน
  2.จำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเวทีประชุมวิชาการระดับโรงเรียน ณ อาคารประชุม 1 ระหว่างวันที่ 19-25 ตุลาคม 2548 จำนวน 1,858 คน
  3. จำนวนผู้เข้าชมนิทรรศการ ตลอดงาน ประมาณ25,500 คน
 
    ชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ.
    ชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ. สธ. มีกำเนิดเมื่อวันที่  23 มิถุนายน  2544  ในการประชุมทางด้านวิชาการ ทรัพยากรไทย อนุรักษ์และพัฒนาด้วยจิตสำนึกแห่งนักวิจัยไทย ณ ห้องประชุมสารนิเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากแนวคิดของคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ. สธ. หลายสถาบัน ที่ได้ร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาเป็นเวลาหลายปี โดยมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่จะยกระดับกลุ่มทำงานให้เป็นองค์กรทางวิชาการที่มีมาตรฐาน เป็นประโยชน์แท้ และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม โดยยึดพระราชดำริแห่งการอนุรักษ์ที่ให้สร้างจิตสำนึกด้วยการปลูกฝังให้เห็นความงดงาม ความน่าสนใจจนเกิดเป็นปิติ นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกันในรูปของอาสาสมัคร  โดยมุ่งเน้นถึงผลสำเร็จของงานเป็นหลัก ไม่ยึดถือสถาบันต้นสังกัดเป็นที่ตั้ง สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้และผลงานที่ได้ในกลุ่มผู้ร่วมปฏิบัติงาน หรือองค์กรทางวิชาการอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายของศาสตร์ต่าง ๆ จนสามารถสร้างประโยชน์แท้ จากทรัพยากรไทยอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนแก่ประเทศชาติ ตลอดจนสามารถถ่ายทอดสิ่งที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบเหล่านี้ไปสู่เยาวชน หรือประชาชนชาวไทยได้ในทุกระดับ
                              

9
     
กิจกรรมที่ 7 กิจกรรมสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช
       โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริ จัดตั้งงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน , งานพิพิธภัณฑ์พืช (พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา, งานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะลไทย และการฝึกเรียนรู้ทรัพยากรทะเลเป็นต้น) เพื่อเป็นสื่อในการสร้างจิตสำนึกด้านอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยให้เยาวชนนั้นได้ใกล้ชิดกับพืชพรรณไม้ เห็นคุณค่าประโยชน์ ความสวยงาม อันจะก่อให้เกิดสำนึกในการอนุรักษ์พรรณพืชต่อไป
1. งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน
      จำนวนสมาชิกสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน (ตั้งแต่ปี 2539 – พฤษภาคม 2550) มีจำนวน 860 แห่ง มี โรงเรียนที่ได้รับพระราชทานเกียรติบัตรแห่งความมุ่งมั่นฯ จำนวน 22 โรงเรียน และ โรงเรียนที่ได้รับป้ายสนองพระราชดำริสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน จำนวน 92 โรงเรียน
              
    2. งานฝึกเรียนรู้ทรัพยากรทางทะเล บริเวณพื้นที่เกาะแสมสาร จ.ชลบุรี บริเวณพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย ดำเนินงานโดย เจ้าหน้าที่อพ.สธ.แสมสาร
           งานเรียนรู้ทรัพยากรทะเล การอบรมค่ายเรียนรู้ทรัพยากรทะเล ณ เกาะแสมสาร – อพ.สธ. อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จำนวน 3 รุ่น 

 
  งานฝึกเรียนรู้ทรัพยากรทะเล อพ.สธ. กับโรงเรียนต่างๆ
        3. งานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย (เขาหมาจอ) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

  พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เขาหมาจอ
 กิจกรรม

 
 1. ปลูกต้นหมากเขียว พุทธรักษา และบัวหลวง บริเวณแนวขอบถนนทางเข้า พิพิธภัณฑ์ฯ อาคารต้อนรับ จำนวน 553 ต้น
   
  2. ปลูกต้นตีนเป็ดทะเล และจิกใหญ่ บริเวณริมทะเลป่าชายเลนเขาหมาจอ และแนวถนนฝั่งทะเล
  3. ปลูกพรรณไม้ป่าชายเลนเพิ่มเติมอีก 4 ชนิด บริเวณพื้นที่ศึกษาธรรมชาติวิทยาป่าชายเลน จำนวน 1,523 ต้น 
   
 4. ปลูกพรรณไม้เกาะด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ฯหลังที่ 1-4 จำนวน 1,000 ต้น
  5. ดำเนินการปลูกหญ้ามาเลเซีย คลุมหน้าดิน บริเวณริมขอบถนนทางขึ้นอาคารพิพิธภัณฑ์
    
 6. ดำเนินการปลูกหญ้าแพรกเพื่อการอนุรักษ์ดิน บริเวณถนนที่จะใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน
 7. ปลูกพันธุกรรมพืช หญ้าแฝก บริเวณเนินด้านหลังอาคารพิพิธภัณฑ์ฯหลังที่ 1-4 จำนวน 50,000 ต้น
 8. ดำเนินการปลูกต้นตีนตุ๊กแก บริเวณผนังด้านนอกของอาคารพิพิธภัณฑ์ฯหลังที่ 1-3จำนวน 300 ต้น
 9. ต้อนรับคณะครู นักเรียน และบุคคลภายนอก ที่มาเยี่ยมชมการดำเนินงานของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่เกาะแสมสาร 
     
  • งานพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย
  • การฝึกเรียนรู้ทรัพยากรทะเล
    
    

10
       
กิจกรรมที่ 6  กิจกรรมวางแผนพัฒนาพันธุ์พืช
        กิจกรรมวางแผนพัฒนาพันธุ์พืชเป็นกิจกรรมที่นำข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืชที่ได้จากการศึกษา ประเมิน การสำรวจเก็บรวบรวม การปลูกรักษาพันธุกรรมพืชที่มีนำมาให้ผู้ทรงคุณวุฒิศึกษาและวางแผนพัฒนาพันธุ์พืช เพื่อให้มีพันธุ์ตามความต้องการในอนาคต โดยเป็นการวางแผนระยะยาว 30 ปี 50 ปี ว่าจะมีพันธุ์พืชลักษณะต่างๆ ที่ต้องการของช่วงเวลา เป็นการพัฒนาคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งเมื่อได้แผนพัฒนาพันธุ์พืชแต่ละชนิด จะนำทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อทรงมีพระราชวินิจฉัย และพระราชทานให้กับหน่วยงานที่มีหน่วยงานในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืช เช่น กรมวิชาการเกษตร ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ฯลฯ มีหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริ อพ.สธ. หลายหน่วยงานได้มีงานวางแผนพัฒนาพันธุ์พืช เช่นมหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น
 
 ในส่วนงานพัฒนาพันธุ์ ในปีงบประมาณ 2549 ของอพ.สธ. เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีงบประมาณ 2548 ได้แก่ การคัดเลือกและผสมพันธุ์กล้วยไม้สปาโต การผสมพันธุ์เอื้องมอนไข่ เป็นต้น
 
ตัวอย่างการพัฒนาพันธุ์กระเจียว
                   
                                                กระเจียวพันธุ์พื้นเมือง  กระเจียวพันธุ์ลูกผสม          

11
             
กิจกรรมที่ 5 กิจกรรมศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช

   จากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานแนวทาง "การทำศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช โดยมีคอมพิวเตอร์ นั้นควรให้มีโปรแกรมที่สามารถแสดงลักษณะของพืชออกมาเป็นภาพสีได้เพื่อสะดวกในการอ้างอิงค้นคว้า" เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2536 ณ สำนักงานชลประทานที่ 1 ทุ่งโฮเต็ล จังหวัดเชียงใหม่ จะเห็นได้ว่าในขณะนั้น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทางด้านการจัดการภาพนั้น ยังทำได้ลำบาก โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯได้จัดตั้งศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช สวนจิตรลดา และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จเปิดอาคารธนาคารข้อมูลพันธุกรรมพืช ในวันพืชมงคล พ.ศ. 2537 โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ฯ กับกรมป่าไม้ ได้จัดทำ งานฐานข้อมูลพรรณไม้แห้ง และทรงพระราชทานให้ดำเนินการทำฐานข้อมูลพรรณไม้แห้ง บันทึกตัวอย่างพรรณไม้แห้งบันทึกลงแผ่น Photo CD และเมื่อแล้วเสร็จให้ทำสำเนาให้หน่วยงานนั้น ๆ ทำการกำหนดหมายเลขตัวอย่างที่ทำการถ่ายภาพเป็นสไลด์ โดยเจ้าหน้าของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ การล้างฟิล์มสไลด์ดำเนินการที่ธนาคารพืชพรรณ สวนจิตรลดา และนำฟิล์มสไลด์ที่ได้สแกนโดยใช้เครื่อง photo CD และบันทึกลงแผ่น แผ่นซีดีละ 110-114 ภาพ จัดทำทะเบียน ส่วนข้อมูลพรรณไม้บันทึกในโปรแกรม RFD จากนั้นมาจัดการข้อมูล การบันทึกข้อมูลในระยะปีแรกๆ ทางโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์ และงบประมาณเพื่อจัดจ้างเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล ดำเนินพร้อมกันที่ หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ พิพิธภัณฑ์พืช กรมวิชาการเกษตร และพิพิธภัณฑ์พืช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นงานที่ละเอียดและทำได้ค่อนข้างช้า ภาพแผ่น ซีดีและทะเบียน
   
 พระราชทานข้อมูลพรรณไม้แห้งแก่กรมวิชาการเกษตร
   วันที่ 14 สิงหาคม 2540 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ทรงพระราชทานแนวทางให้ หาวิธีดำเนินการให้ข้อมูลเกี่ยวกับพันธุกรรมพืชของหน่วยงานต่างๆ สื่อถึงกันในระบบเดียวกันได้ อยากจะทำฐานข้อมูลที่นักวิชาการทุกคน จะใช้ในการค้นคว้าได้ด้วยกัน คิดว่าทำฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ซึ่งใช้การเรียกชื่อพืชที่ทุกคนจะเข้าถึงได้ เพื่อเป็นสื่อในระหว่างสถาบันต่าง ๆ บุคคลต่าง ๆ ที่ทำการศึกษาให้สามารถใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้การศึกษาไม่ซ้ำซ้อน สามารถที่จะดำเนินการไปก้าวหน้าเป็นประโยชน์ทางวิชาการได้
 วันที่ 21 มิถุนายน 2544 ในวโรกาส ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯทรงเปิดนิทรรศการ ทรัพยากรไทย : อนุรักษ์และพัฒนาด้วยจิตสำนึกแห่งนักวิจัยไทย ณ ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงพระราชทานแผ่น ซีดีข้อมูลพรรณไม้แห้ง ให้กับกรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบัน 
  • หอพรรณไม้ กรมป่าไม้ 116,963 ตัวอย่าง ซีดี 937 แผ่น
  • พิพิธภัณฑ์พืช กรมวิชาการเกษตร 56,497 ตัวอย่าง ซีดี 351 แผ่น
  • พิพิธภัณฑ์พืช มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 10,555 ตัวอย่าง ซีดี 98 แผ่น
     พระราชทานพระราโชวาทว่า "การมอบฐานข้อมูลทางด้านพืชในหน่วยงานต่าง ๆ นั้น หน่วยงานต่าง ๆ มีหอพรรณไม้ เช่น กรมป่าไม้มีพืชที่นักวิชาการ นักวิจัยรุ่นเก่า ๆ ได้เก็บตัวอย่างพรรณพืชแห้งเก็บไว้เป็นเวลาเกือบจะร้อยปีแล้ว ตัวอย่างพรรณไม้เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่าสูงจะเป็นประโยชน์ในด้านการศึกษา แต่ว่าของต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมเก่าแก่ไปตามกาลเวลาจะเสียหายอย่างน่าเสียดาย แต่สมัยนี้เรามีเทคโนโลยีที่จะรักษาสิ่งเหล่านี้เพื่อให้นักวิชาการได้ศึกษาก็ขอให้ช่วยกันทำโครงการถ่ายรูปและถ่ายข้อมูลพรรณไม้ เพื่อเป็นฐานข้อมูล แต่การเก็บฐานข้อมูลไว้แห่งเดียวอาจสูญหายได้ก็มีความคิดกันว่าจะให้หน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกันเก็บ หากที่หนึ่งเกิดเหตุเสียหายไปก็จะได้มีข้อมูลเอาไว้ไม่สูญหายไปจากประเทศไทยหรือจากโลกนี้ไปหมด ฐานข้อมูลนี้เป็นของมีค่าต้องช่วยกันดูแลให้ดีและผู้ที่จะมาใช้ให้ถูกต้อง ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศไทยแก่มนุษยชาติต่อไปโครงการแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะทำสำเร็จในเวลาสั้นๆ ต้องมีโครงการระยะที่หนึ่ง ระยะที่สอง และระยะ ต่อๆ ไป "
 
 โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่อง มาจากพระราชดำริได้ประชุมร่วมกับหน่วยงาน ต่างๆ เช่น กรมป่าไม้ กรมวิชาการเกษตร องค์การสวนพฤกษศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์พันธุวิศว กรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ ถึงแนวทางการใช้ข้อมูลพรรณไม้
 
 ศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช สวนจิตรลดา ยังมีงานในหลายด้าน จากการที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ได้ดำเนินการสำรวจทรัพยากรกายภาพ ทรัพยากรชีวภาพ ในพื้นที่ที่หน่วยราชการเข้าร่วมสนองพระราชดำริ เช่น โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กองทัพเรือ โดยดำเนินการศึกษาในพื้นที่หมู่ เกาะแสมสารและเกาะข้างเคียง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี การสำรวจทรัพยากรตามเกาะในความรับผิดชอบกองทัพเรือ ทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน การดำเนินกิจกรรม โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา พื้นที่เขาวังเขมร อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี การสำรวจทรัพยากรกายภาพ ทรัพยากรชีวภาพโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ชลบุรี การศึกษาชีววิทยาและนิเวศวิทยาในโครงการสร้างป่าตามแนวพระราชดำริและป่าพันธุกรรมพืช ทับลาน ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา พื้นที่ศูนย์ฝึกหนองระเวียง ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล อิสาน วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดนครราชสีมา คณาจารย์และนักวิจัยในสาขาวิชาต่างๆ ร่วมจัดทำฐานข้อมูล เพื่อเชื่อมกับศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช สวนจิตรลดากิจกรรมศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช มีงานที่ดำเนินงานโดยศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช และงานที่ร่วมกับหน่วยงานที่เข้าร่วมสนองพระราชดำริ เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการวางแผนดำเนินงาน พัฒนาเครือข่ายระบบข้อมูลสารสนเทศ เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงและใช้ร่วมกันได้อย่างกว้างขวาง ได้แก่ ฐานข้อมูลพืชจากการสำรวจเก็บรวบรวม ฐานข้อมูลพรรณไม้แห้ง ฐานข้อมูลสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนพรรณไม้ การผลิตสื่อกราฟฟิก และเวบไซด์ต่างๆ ของ อพ.สธ. ดังสรุปรายละเอียดได้ดังนี้
 
งานที่ดำเนินงานโดยศูนย์ข้อมูลพันธุกรรมพืช
  1. งานบันทึกข้อมูล/ดูแลฐานข้อมูล
  ดำเนินการดูแลรักษาข้อมูลเดิมและบันทึกข้อมูลที่มีส่งเพิ่มเติมเข้ามาที่ศูนย์ข้อมูล ตรวจเช็คความถูกต้องของข้อมูล ทั้งข้อมูลที่มีอยู่เดิมและข้อมูลที่เพิ่มขึ้น พัฒนาและปรับปรุงระบบงานฐานข้อมูลพันธุกรรมพืช บันทึกการจำแนกพรรณไม้ที่หอพรรณไม้กรมป่าไม้       และพิพิธภัณฑ์พืชสิรินธร กรมวิชาการเกษตร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์   บันทึกแก้ไขข้อมูลพรรณไม้แห้งที่ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ แบ่งเป็น
  2. งานที่ดำเนินงานโดยหน่วยข้อมูลสร้างจิตสำนึก (งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน)
  โดยดำเนินงานร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร สวทช. ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และระบบการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนพรรณไม้ความก้าวหน้าของงานฐานข้อมูลทะเบียนพรรณไม้ดำเนินงานโดย อพ.สธ. และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ในส่วนของโครงการพัฒนาระบบเครือข่ายและบริหารจัดการคลังข้อมูลของ  อพ.สธ. มีดังนี้
     1. พัฒนาระบบข้อมูลทะเบียนพรรณไม้ในงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนและคลังข้อมูลพันธุกรรมพืช ประกอบด้วยระบบย่อยดังต่อไปนี้
         1.1 ระบบฐานข้อมูลทะเบียนพรรณไม้งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน เป็นการปรับการทํางานจากเดิมที่ทางโรงเรียนต้องส่งข้อมูลทะเบียนพรรณไม้มา ให้นักพฤกษศาสตร์ของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดําริฯ ตรวจสอบความถูกต้องในรูปแบบของตาราง Excel มาเป็นการส่งผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ภายใต้ระบบ "ฐานข้อมูลทะเบียนพรรณไม้" ซึ่งทําให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงานระหว่างโรงเรียนสมาชิกและเจ้า หน้าที่พฤกษศาสตร์
         1.2 ระบบฐานข้อมูลทะเบียนพรรณไม้สําหรับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ เป็น ระบบฐานข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมการเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์ให้กับเด็กในโรงเรียนสมาชิก เป็นระบบที่ต่อเนื่องจากการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติมนี้ประกอบด้วย ภาพ ข้อมูล ทางพฤกษศาสตร์ ของ ต้น ใบ ดอก ราก ผล ลักษณะวิสัย และถิ่นอาศัย เป็นต้น

12

กิจกรรมที่ 4 กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืช
        เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการศึกษาประเมินพันธุกรรมพืช ที่สำรวจเก็บรวบรวมมาปลูกรักษาไว้ โดยมีการศึกษาประเมินในสภาพธรรมชาติ แปลงทดลอง ในด้านสัณฐานวิทยา ชีววิทยา สรีรวิทยา การปลูกเลี้ยง การเขตกรรม สำหรับในห้องปฏิบัติการมีการศึกษาด้านโภชนาการ องค์ประกอบ รงควัตถุ   กลิ่น การใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ  เพื่อศึกษาคุณสมบัติ คุณภาพ ในแต่ละสายต้น ในด้านการดำเนินงานวิจัยในกิจกรรมที่ 4 นี้ เป็นการดำเนินงานโดยความร่วมมือของเจ้าหน้าที่นักวิจัยของอพ.สธ.และหน่วยงาน ร่วมสนองพระราชดำริในโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือนักวิจัยในชมรมคณะปฏิบัติงานวิทยาการ ในหน่วยงานที่เข้าร่วมสนองพระราชดำริ
       สรุปการดำเนินงานในกิจกรรมที่ 4 กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืช   จำนวนหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริในกิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืช จำนวน  39 หน่วยงาน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง
 ตัวอย่างการดำเนินงานวิจัยที่ดำเนินงานโดยนักวิจัยอพ.สธ.
 1.การเก็บรวบรวมพันธุ์และการศึกษาทางชีววิทยาของกล้วยไม้สกุล Habenaria ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน (ชุมพร  สุราษฏร์ธานี และระนอง)ดำเนินการศึกษาวิจัยโดยเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ อพ.สธ. ภาคใต้
 กล้วยไม้สกุล Habenaria เป็นพืช Terrestrial Orchid (กล้วยไม้ที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน) อาศัยขึ้นตามพื้นดิน มีหัวใต้ดิน เจริญเติบโตทาง ต้น - ใบ – ดอก ในฤดูฝน หลังจากมีดอกและผล ส่วนเหนือดินจะตายไป เหลือหัวอยู่ใต้ดิน ซึ่งเมื่อขึ้นอาศัยอยู่ในพื้นที่ ที่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย เช่น การไถพรวนดิน ทำให้เกิดการสูญเสีย หรือสูญพันธุ์ไปจำนวนมาก เพื่อเป็นการอนุรักษ์พันธุ์กล้วยไม้สกุล Habenaria นี้ไว้ จึงควรมีการศึกษาสภาพทั่วไปในธรรมชาติ และศึกษาวงจรชีวิต (life cycle) ในการปลูกรักษา ทำการขยายพันธุ์ ให้มีจำนวนปริมาณของกล้วยไม้สกุล Habenaria เพิ่มขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาพันธุ์ต่อไป
 ขั้นตอนการศึกษา
 1. สำรวจเก็บรวบรวม เพื่อทราบชนิด ปริมาณของกล้วยไม้สกุล Habenaria ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และศึกษาข้อมูลเบื้องต้น
 2. นำพันธุกรรมพืชที่ได้ ปลูกรักษาในพื้นที่ อพ.สธ. แยกกลุ่มสายต้นที่พบในแต่ละแหล่งพันธุ์ ใส่รหัส ข้อมูลต่างๆ (วัน เดือน ปี สถานที่พบ อุณหภูมิ ปริมาณแสง  ความชื้น ปริมาณน้ำฝน ดิน กระแสลม และปัจจัยที่ตอบสนองต่อการเจริญเติบโต)
 3. ศึกษาบันทึกการเจริญเติบโตของต้น ที่นำมาปลูกศึกษา เช่นลักษณะการพักตัว และระยะเวลาในการพักตัวของหัว, ราก (ลักษณะการแตกของราก),ลำต้น (การเจริญเติบโต ความแตกต่างของขนาด),ใบ (รูปทรง สี),ดอก (รูปทรง  สี  และคุณสมบัติอื่นๆ) ,ผล, ฝัก (การขยายพันธุ์)
 
 อั้วแก้มช้ำ   Habenaria rostellifera อั้วถิ่นไทย  Habenaria thailandica
 
ด้านกายวิภาคพืช (Plant Anatomy)
 การศึกษาพัฒนาการของดอกมะเกี๋ยง
 เป็นการศึกษาด้านกายวิภาคและพัฒนาการของดอกมะเกี๋ยงจำนวน 4 รหัสต้น ๆ ละ 200-300 ตาดอก
 ด้านพฤกษอนุกรมวิธานระดับโมเลกุล
 1. การจัดจำแนกกลุ่มพันธุ์พืชสกุลอบเชยโดยชีวโมเลกุล
 ตัวอย่างใบอบเชยที่เก็บมาจากสวนพฤกษศาสตร์ดงฟ้าห่วน จ.อุบลราชธานี ใส่แช่ลงในหลอดที่มี CTAB buffer 500 ul ประมาณครึ่งหลอด นำใบที่เหลือแช่น้ำเข็งกลับมายังหน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุล อพ.สธ. สวนจิตรลดา และทำการสกัดดีเอนเอพืชสกุลอบเชย จำนวน 4 รหัส 22 ตัวอย่าง และกำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการวิจัยต่อเนื่อง
 
งานศึกษาวิจัยของหน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุล
โครงการวิจัยเรื่องการจัดจำแนกทุเรียน (Durio zibethinus Merr.) โดยใช้เทคนิค AFLP
 ดำเนินการศึกษาวิจัย โดยเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุล อพ.สธ. สวนจิตรลดา และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จ.จันทบุรี
    ทุเรียน (Durio zibethinus Merr.) เป็นผลไม้เมืองร้อนที่เก่าแก่ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตอนใต้ ในปัจจุบันแหล่งปลูกทุเรียนของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในทางภาคใต้และภาคตะวันออก ในสมัยแรกๆทุเรียนพันธุ์ดีมีไม่กี่พันธุ์ ต่อมาเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพมหานคร 2 ครั้งทำให้ต้นทุเรียนตายและสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก และเนื่องจากกิ่งตอนหายากและมีราคาแพง ชาวสวนจึงมักเอาเมล็ดทุเรียนมาเพาะปลูกใหม่ ทำให้เกิดทุเรียนพันธุ์ใหม่ๆขึ้นมาอีกมากมาย เกิดการตั้งชื่อพันธุ์อีกมากมายเพราะทุเรียนพันธุ์หนึ่งๆ เมื่อนำเมล็ดมาปลูกแล้วมีลักษณะดีและผิดแปลกไปจากต้นเดิม   เล็กน้อย ทุเรียนต้นใหม่อาจตั้งชื่อตามพันธุ์เดิมแต่เติมชื่อผู้เพาะลงไปด้วย เช่น พันธุ์กบตาขำ ซึ่งในขณะนี้มีพันธุ์ทุเรียนจำนวนประมาณ 200 พันธุ์และมีเพียงประมาณ 80 พันธุ์ที่มีชื่ออยู่ในวงการค้า (คู่มือการปลูก ทุเรียน) การใช้ดีเอ็นเอเป็นเครื่องหมายในการศึกษาความสัมพันธ์ของพืชพันธุ์ต่างๆนั้น เป็นวิธีการศึกษาความแตกต่างของดีเอ็นเอของพืชซึ่งไม่มีอิทธิพลของสภาพแวด ล้อมและฤดูกาลมาเกี่ยวข้องจึงเป็นที่นิยมใช้ในการจำแนกพันธุ์พืชต่างๆ ในครั้งนี้ได้ศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมของทุเรียนโดยใช้เทคนิค AFLP (Amplified  Fragment Length Polymorphism DNA) (Vos และคณะ, 1995) ซึ่งยังไม่ได้มีการศึกษาและทำลายพิมพ์ดีเอ็นเอมาก่อน

     การศึกษาความสัมพันธ์ของทุเรียนพันธุ์ต่างๆ จำนวน 130 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ ได้แก่ นมสวรรค์ (จ. จันทบุรี, ระยอง),  กระปุกทองดี (จ. จันทบุรี, ระยอง),กบสุวรรณ (จ. จันทบุรี, นนทบุรี, ระยอง), ห้าลูกไม่ถึงผัว (ไม่ทราบประวัติ), อาพร4 (จ. นครศรีธรรมราช) พายุ1 (จ. สงขลา), สมหมาย (จ. สงขลา), สมะแอ (จ. ยะลา)   จากการศึกษาโดยเทคนิคทาง AFLP ใช้ 12 คู่ไพรเมอร์ให้แถบดีเอ็นเอทั้งหมด 361 แถบ เฉลี่ย 30 แถบต่อหนึ่งคู่ไพรเมอร์ มีจำนวนแถบที่แสดงความแตกต่างจากจำนวน 12 คู่ไพรเมอร์ (polymorphic band) 349 แถบ ขนาดตั้งแต่ 66-500 คู่เบส คิดเป็น 96.68% จากจำนวนแถบดีเอ็นเอทั้งหมด

     เมื่อนำข้อมูลแถบดีเอ็นเอ 349 แถบ ไปหาความสัมพันธ์ของทุเรียนทั้ง 130 ตัวอย่าง โดยสร้างเป็น dendrogram สามารถจัดได้เป็น 2  กลุ่ม พบว่าทุเรียนในกลุ่มที่ 1 และ 2 มีความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อนข้างสูง เนื่องจากในกลุ่มใหญ่ก็ยังแยกเป็นกลุ่มย่อยได้อีกหลายกลุ่ม ซึ่งบางพันธุ์ไม่มีการจับกลุ่มเลย ที่เป็นเช่นนี้เพราะชาวสวนมักเอาเมล็ดทุเรียนมาเพาะปลูกใหม่เนื่องจากกิ่งพันธุ์ดีหายาก เมื่อนำทุเรียนพันธุ์หนึ่งๆ มาเพาะเมล็ดแล้วได้ลักษณะที่ผิดแปลกไปจากเดิมและมีคุณลักษณะที่ดีก็จะนำมาตั้งเป็นพันธุ์ใหม่ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าถึงแม้จะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง แต่ก็ยังมีความใกล้ชิดกันทางพันธุกรรมค่อนข้างสูงเช่นกันเนื่องจากเปอร์เซ็นต์ความแตกต่างอยู่ระหว่าง50-70เปอร์เซ็นต์ โดยจากการทำการวิจัยในครั้งนี้พบว่า    การวิเคราะห์ดีเอ็นเอด้วยเทคนิคเอเอฟแอลพีทำให้เกิดลายพิมพฺดีเอ็นเอที่เป็นโพลีมอฟิซึม(polymorphism) จำนวนมาก สามารถทำให้เราทราบถึงข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมของทุเรียน แต่จะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นถ้ามีข้อมูลทางสัณฐานวิทยามาพิจารณาประกอบกัน และอาจเป็นไปได้ว่าโดยเทคนิคเอเอฟแอลพีอาจจะยังไม่ละเอียดเพียงพอในการจัดกลุ่ม จึงทำให้แยกได้เพียง 2 กลุ่ม จึงควรใช้เทคนิคในการจัดจำแนกโดยวิธีการอื่นประกอบกัน ขณะนี้ได้ทดลองนำเทคนิค PCR-RFLP มาใช้ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา อันน่าจะเป็นประโยชน์ในด้านการคัดเลือกพันธุ์เพื่อเป็นการยืนยันผลการศึกษาต่อไป

โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาโมเลกุลเครื่องหมาย SCAR สำหรับใช้ในการจัดจำแนกทุเรียน
 Sequence Characterized Amplified Regions (SCARs) เป็นโมเลกุลเครื่องหมายที่เปลี่ยนมาจากแถบ AFLP หรือ RAPD หรือ โมเลกุลเครื่องหมายชนิดอื่นๆ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการทำ PCR สามารถนำไปใช้ในการทำ Marker assisted selection เพื่อการพัฒนาพันธุ์พืช หรือใช้ในการจัดจำแนกสายพันธุ์พืช ทางหน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุลพืช อพ.สธ. สวนจิตรลดาได้ทำการจัดจำแนกพันธุ์ทุเรียนโดยใช้เทคนิค AFLP ซึ่งมีแถบที่มีความจำเพาะในพันธุ์ต่างๆหลายแถบ ถ้าหากพัฒนามาเป็น SCAR ได้ ก็จะสามารถนำมาใช้ในการจัดจำแนกและคัดเลือกพันธุ์ทุเรียน โดยการทำ PCR ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย

โครงการวิจัยเรื่องการตรวจสอบกล้วยไม้สกุลม้าวิ่งสีม่วงเปรียบเทียบกับกล้วยไม้สกุล ม้าวิ่ง (Dorotis pulcherima Lindl.) โดยใช้เทคนิค AFLP
 เพื่อใช้โมเลกุลเครื่องหมาย ( Molecular Marker) ในการจำแนกกล้วยไม้สกุลม้าวิ่ง จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อช่วยในการตรวจสอบ Somaclonal variation ในกรณีที่มีการขยายพันธุ์ โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการนำไปจดสิทธิบัตรในอนาคต

 การจัดจำแนกมะกอกโอลีฟ (Olea uropaea L.) โดยใช้เทคนิค SSR (microsatellite)
     มะกอกโอลีฟ (Olea uropaea L.) เป็นพืชที่มีการเพาะปลูกมากในประเทศเขตอบอุ่น เช่นสเปน อิตาลี และ ฝรั่งเศส เป็นต้น ประโยชน์ที่มีหลากหลาย ทั้งใช้รับประทานผลสด ผลดอง ใช้น้ำมันจากผลในการบริโภค และทางการแพทย์ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ได้ดำเนินการทดลองปลูกมะกอกโอลีฟในพื้นที่ประเทศไทย ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ทำการทดลองปลูกในหลายๆพื้นที่ เช่น สวนอุไทยธรรม จ.ปทุมธานี สวนอาภากร กองทัพเรือ อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นต้น ซึ่งต้นพันธุ์ที่นำมาปลูกเป็นกิ่งชำจากประเทศต่างๆในหลายๆสายพันธุ์ ซึ่งอาจจะมีการผิดพลาดเนื่องจากการขนย้าย และการติดหมายเลขประจำต้นในตอนปลูก ดังนั้นการตรวจสอบสายพันธุ์ในระดับพันธุกรรม สามารถใช้ตรวจสอบได้ โดยการจัดจำแนกพันธุ์โดยใช้ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ โดยเทคนิค Microsatellite หรือ Simple Sequence Repeats (SSRs) เป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นเอที่มีลำดับเบสเป็นชุดซ้ำกัน ชุดหนึ่งประกอบไปด้วย 2-6 เบสซ้ำกันต่อเนื่อง กระจายอยู่ทั่วไปในจีโนม  SSRs เป็นดีเอ็นเอเครื่องหมายที่ให้ระดับ Polymorphism ที่สูง มีความเฉพาะเจาะจงสูง และมี co-dominant inheritance มีความหลากหลายเมื่อเทียบกับเทคนิค RFLPs หรือ RAPDs

  งานอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พืชมะเกี๋ยง   
การศึกษาทดลองผสมเกสรข้ามสายพันธุ์และข้ามสายต้นระหว่างมะเกี๋ยง + มะเกี๋ยง และระหว่างมะเกี๋ยง +ชมพู่มะเหมี่ยว
 

 ดอกตูม ดอกบาน
  • หน่วยปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
  • หน่วยปฏิบัติการชีวโมเลกุลพืช
  • การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พืชมะเกี๋ยง   สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
  • ศูนย์เรียนรู้ การอนุรักษ์ พัฒนาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนสู่เศรษฐกิจพอเพียง
พื้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืช ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา รวมถึง ศูนย์อบรมโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ลำตะคอง  ต. คลองไผ่  อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
  พื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

13
 
 กิจกรรมที่ 3    กิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช
          เป็นกิจกรรมต่อเนื่องจากการสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืช โดยการนำพันธุกรรมไปเพาะปลูกในพื้นที่ที่ปลอดภัย ในศูนย์การศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ที่มีอยู่ 6 ศูนย์ทั่วประเทศ ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและสถานีทดลองของกรมวิชาการเกษตร พื้นที่ที่จังหวัดหรือสถาบันการศึกษาที่เข้าร่วมสนองพระราชดำริอพ.สธ. มีการดำเนินการรับ- ส่งพันธุกรรมพืชไปตามพื้นที่อนุรักษ์  พื้นที่ของอพ.สธ.ตามที่ต่างๆ   มีการแลกเปลี่ยนและฝากเพาะขยายพันธุ์   ดูแลรักษา    ทดลองปลูกโดยเจ้าหน้าที่  อพ.สธ. ตามศูนย์และพื้นที่ต่างๆ  ของอพ.สธ.
   
ในปีงบประมาณ 2549  อพ.สธ.เน้นนำไปปลูกในพื้นที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯคลองไผ่  อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา นอกจากการปลูกต้นพันธุกรรมแล้วยังมีการเก็บรักษาในรูปเมล็ดพันธุ์และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ธนาคารพืชพรรณ อพ.สธ. สวนจิตรลดา และมีการเก็บรักษาสารพันธุกรรม (DNA) ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และที่ธนาคารพืชพรรณ สวนจิตรลดา
สรุปงานในกิจกรรมที่ 3 กิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช 
จำนวนหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริในกิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืช รวมทั้งสิ้นจำนวน  42  หน่วยงาน และ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 6 แห่ง

โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) สวนจิตรลดา แบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี้

1. งานเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในระยะสั้น ระยะปานกลางและระยะยาว โดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

ดำเนินงานโดย หน่วยขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช   หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และหน่วยปฏิบัติการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช อาคารธนาคารพืชพรรณ อพ.สธ. สวนจิตรลดา

                ลักษณะงานเป็นการดำเนินงานร่วมโดยหน่วยปฏิบัติการทั้งสามหน่วยงานทีได้กล่าวถึง งานทดลองบางส่วนเป็นงานวิจัยคาบเกี่ยวระหว่างกิจกรรมปลูกรักษาพันธุกรรมพืชและกิจกรรมที่ 4 กิจกรรมอนุรักษ์และใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืชในเรื่องการวิจัยหาสูตรอาหารที่เหมาะสมและวิธีการต่าง ๆ ในการเก็บรักษาพันธุกรรมพืช  จึงขอสรุปงานของการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชของ อพ.สธ. ไว้ในกิจกรรมนี้ ดังนี้

ก. งานเก็บรักษาโดยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ระยะสั้น
            เป็นงานที่เก็บรักษาในสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช(สภาพปลอดเชื้อ) และขยายพันธุ์พืชในคราวเดียวกัน โดยไม่เกิน 6 เดือนที่อยู่ในสภาพเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  หลังจากที่พืชสมบูรณ์ดีแล้วบางส่วนนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อไปในสภาพธรรมชาติ และบางส่วนดำเนินการขยายพันธุ์ในสภาพปลอดเชื้อต่อไป
                มีการเตรียมอาหารเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อประมาณ 4,000 ลิตร โดยสูตรอาหารที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นสูตรมาตรฐาน MS และฮอร์โมนหรือสารสำคัญอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่เพาะเลี้ยง นอกจากนั้นยังมีสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงกล้วยไม้

                                การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกฤษณา

ข.   งานเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในระยะปานกลาง
  • กล้วยไม้ 55 ชนิด
  • หวาย 6 ชนิด
  • พืชไม้เมืองหนาวที่มีลำต้นใต้ดิน 33 ชนิด ได้แก่ Allium, Hyacinth, Tulip เป็นต้น
  • พืชสมุนไพร 17 ชนิด ได้แก่ ช่อมุก ว่านชักมดลูก ไก่ดำ ดอกดิน เปราะหอม เป็นต้น
  • พืชอื่นๆ 8 ชนิด ได้แก่ขนุนไพศาลทักษิณ กุหลาบจิ๋ว จำปีสิรินธร สาเก หว้า เป็นต้น

             การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ Hyacinth สามารถออกดอกได้ในขวด

ค.   งานเก็บรักษาพันธุกรรมพืชในระยะยาว (ในสภาพเย็นยิ่งยวด -196 องศาเซลเซียส) ได้แก่
  • การอนุรักษ์เชื้อพันธุ์จำปีสิรินธร Magnolia sirindhorniae Noot. & Chalermglin ในหลอดทดลองโดยการเก็บรักษาในภาวะชะลอการเจริญและการเก็บรักษาในไนโตรเจนเหลว
  • การศึกษาการขยายพันธุ์กล้วยไม้ม้าวิ่งสีม่วง  ( Doritis  pulcherima  Lindl.) ในสภาพปลอดเชื้อ
  • การเก็บรักษากล้วยไม้ช้างกระขาวปากแดงในไนโตรเจนเหลวโดยวิธี Vitrification
  • การศึกษาการเก็บรักษา Protocorm กล้วยไม้พันธุ์ช้างกระขาวปากแดงในไนโตรเจนเหลว (Cryopreservation) โดยวิธี Encapsulation-dehydration
  • การเก็บรักษายอดขนุนไพศาลทักษิณด้วยวิธีภายในเม็ด bead
                                             
                                       การเก็บรักษายอดขนุนไพศาลทักษิณด้วยวิธีภายในเม็ด bead

2. งานปลูกต้นพันธุกรรมพืชที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และงานอนุบาลต้นพันธุกรรมพืชก่อนที่จะจัดส่งต่อไปยังแหล่งปลูกพันธุกรรมพืชในที่ต่าง ๆ
           โดย หน่วยปฏิบัติการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช หน่วยปฏิบัติการขยายพันธุ์พืชโดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช หน่วยปฏิบัติการวิจัยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช  หน่วยปฏิบัติการเพาะชำอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และหน่วยปฏิบัติการเพาะชำเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชได้แก่   
  • กล้วยไม้, หวาย, พืชสมุนไพร
  • ขนุนไพศาลทักษิณ
  • กุหลาบ
  • จำปีสิรินธร
  • พืชอื่นๆ เช่น กฤษณา,ขิงชมพู,ขลู่, จินจีเหมาเยีย,หวาย, พลูคาว
   
               การย้ายปลูกต้นกฤษณาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช
 
  • พื้นที่ปลูก ( ในศูนย์วิจัยพืชสวน หนองคาย)
    • พื้นที่ปลูกรักษาพันธุกรรมพืช  สวนจิตรลดา
    • ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชฯ  คลองไผ่  อำเภอสีคิ้ว นครราชสีมา
    • หน่วยปฏิบัติการเมล็ดพันธุ์พืช  ธนาคารพืชพรรณ สวนจิตรลดา
    • หน่วยปฏิบัติกาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ห้องปฏิบัติการเก็บรักษาพันธุกรรมพืชโดยการเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ธนาคารพืชพรรณ สวนจิตรลดา
    • หน่วยธนาคารเมล็ดพันธุ์ ๕๐ ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตกำแพงแสน

14
 

 
กิจกรรมที่ 2    กิจกรรมสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืช

           เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมในพื้นที่ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงหรือสูญสิ้นจากการพัฒนา เช่น จากการทำอ่างเก็บน้ำ ทำถนน การพัฒนาเปลี่ยนแปลงจากป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่เกษตรกรรม หรือการทำโรงงานอุตสาหกรรม การจัดทำบ้านจัดสรร ฯลฯ ซึ่งพันธุกรรมในพื้นที่เหล่านั้นจะสูญไป การนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ออกสำรวจเก็บรวบรวม ในรูปเมล็ด กิ่ง ต้น เป็นการดำเนินการนอกพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ ในทุก เขตพรรณพฤกษชาติ

           การสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชและทรัพยากรต่าง ๆ ในพื้นที่ล่อแหลมต่อการสูญสิ้นพันธุกรรม เช่น เกาะต่าง ๆ ในภาคตะวันออกของประเทศไทย  พื้นที่สร้างถนน โรงงาน พื้นที่จัดสรร ฯลฯ รวมทั้งการสำรวจเก็บรวบรวมพันธุกรรมพืชและทรัพยากรต่าง ๆ รอบพื้นที่ของหน่วยงานที่ร่วมสนองพระราชดำริฯ ในรัศมี 50 กิโลเมตร ซึ่งได้ดำเนินการในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

           ในปีงบประมาณ 2549 นั้นสำรวจเก็บรวบรวมตัวอย่างในพื้นที่เป้าหมายส่วนหนึ่ง  คือฝั่งคือฝั่งอ่าวไทย โดยการสำรวจทรัพยากรทั้งในด้านกายภาพและชีวภาพ มีการสำรวจและเก็บพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่หายาก และใกล้สูญพันธุ์   พันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมได้ โดยเฉพาะพืชนั้นมีการเก็บในรูปเมล็ด เก็บตัวอย่างแห้ง และ ตัวอย่างดอง  ต้นพืชที่มีชีวิต   ชิ้นส่วนพืชที่มีชีวิต  เช่น ผล  กิ่งชำ   กิ่งตอน  หัว  ราก  เหง้า  ฯลฯ และได้นำพืชบางส่วนไปปลูกรวบรวมพันธุกรรมพืชและจัดแสดงบริเวณสวนพฤกษศาสตร์ เกาะทะเลไทย บนเกาะแสมสาร นอกจากนั้นยังไปนำจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย เขาหมาจอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยคณะปฏิบัติงานวิทยาการ อพ.สธ.ซึ่งประกอบด้วยคณะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขาจากสถาบันต่างๆ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมป่าไม้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ หน่วยสงครามพิเศษ กองทัพเรือ รวมถึงเจ้าหน้าที่และนักวิจัย อพ.สธ.




   
     

   

   

       
   
 

15

 
กิจกรรมที่ 1 กิจกรรมปกปักพันธุกรรมพืช
                กิจกรรมปกปักพันธุกรรมพืช มีเป้าหมายที่จะปกปักพื้นที่ป่าธรรมชาติ นอกเขตพื้นที่รับผิดชอบของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้แก่ป่าในสถาบันการศึกษา ป่าในศูนย์วิจัยและสถานีทดลอง ป่าที่ประชาชนร่วมใจกันปกปัก ซึ่งเมื่อรักษาป่าธรรมชาติไว้ก็จะรักษาพันธุกรรมดั้งเดิมในแต่ละพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้มีกระจายทั่วประเทศในทุกเขตพรรณพฤกษชาติ
                ในการปกปักพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตในป่าของสถาบันการศึกษา ได้สนับสนุนให้สถาบันการศึกษาในระดับต่างๆ จัดทำโครงการปกปักป่าของสถาบัน ทำการสำรวจ ทำรหัสประจำต้น และขึ้นทะเบียนพันธุกรรมในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี   มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น
ในการปกปักพันธุกรรมสิ่งมีชีวิตในป่าจังหวัด  ส่วนราชการต่างๆ และหน่วยงานต่างๆ ได้ทูลเกล้าฯถวาย เช่น พื้นที่ในจังหวัดชุมพร  พื้นที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นต้น
     

พื้นที่เป้าหมายของโครงการฯ
 
  • พื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ กองทัพเรือ เช่น หมู่เกาะแสมสาร สัตหีบ ชลบุรี เกาะในความรับผิดชอบกองทัพเรือที่โครงการฯ ไปดำเนินการ
  • พื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ  กอง การเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา   เขาวังเขมร  อำเภอไทรโยค  จังหวัดกาญจนบุรี
  • พื้นที่สร้างป่าตามแนวพระราชดำริฯ และป่าพันธุกรรมพืช ทับลาน ครบุรี
  • พื้นที่หนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
  • พื้นที่โครงการอนุรักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ สวนสัตว์เปิดเขาเขียว จังหวัดชลบุรี
  • พื้นที่โครงการอนุรักพันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โคกภูตากา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
  • พื้นที่เขื่อนใหญ่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย 13 เขื่อนทั่วประเทศ  เนื้อที่รวม  30,850 ไร
    •   เขื่อนภูมิพล
    •   เขื่อนสิริกิติ์
    •   เขื่อนศรีนครินทร์
    •   เขื่อนท่าทุ่งนา
    •   เขื่อนวชิราลงกรณ์
    •   เขื่อนรัชชประภา
    •   เขื่อนบางลาง
    •   เขื่อนอุบลรัตน์
    •   เขื่อนสิรินธร
    •   เขื่อนจุฬาภรณ์
    •   เขื่อนน้ำพุง
    •   เขื่อนห้วยกุ่ม
    •   โรงไฟฟ้าลำตะคอง

หน้า: [1] 2