แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - นางสาว ธัญญา ไชยวงษ์

หน้า: [1] 2
1
คอมพิวเตอร์กราฟิกพรรณไม้ / ดอกกุหลาบ
« เมื่อ: 25 มิถุนายน 2013, 14:22:04 pm »
 :) ;)
เรื่อง  ดอกกุหลาบ
สวนพฤษศาสตร์ในโรงเรียน
 นางสาวธัญญา  ไชยวงษ์
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/1
เลขที่ 29

2
ไม้พุ่ม / ประยงค์ รหัส 7-34190-001- 390
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 15:03:47 pm »
ประยงค์  รหัส 7-34190-001- 390
ชื่ออื่นๆขะยง  พะยงค์  หอมไกล  ประยงค์ใบใหญ่
ชื่อสามัญ Chinese Rice Flower

ชื่อวิทยาศาสตร์
Aglaia odorata Lour.
วงศ์   MELIACEAE     
ประยงค์เป็นไม้พุ่ม    สูง 4-7 เมตร  ลักษณะทรงพุ่มไม้พุ่มขนาดเล็ก มีการแตกกิ่งก้านสาขาจำนวนมาก ทรงพุ่มค่อนข้างกลม
ใบ ประกอบแบบขนนกออกสลับ แกนกลางใบแผ่ออกเป็นครีบเล็กๆ  มีใบย่อย 5 ใบ รูปไข่กลับ โคนแหลม ปลายมน คล้ายใบแก้ว ดอกช่อ  ออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกเล็กมาก สีเหลือง กลิ่นหอมแรง ส่งกลิ่นหอมไกล ออกดอกเป็นคราวๆ ตลอดปี ถ้าปลูกในที่แจ้งจะออกดอกง่าย  ผล รูปรี   เมื่อสุกมีสีแดง ออกเดือนสิงหาคม-ธันวาคม  การขยายพันธุ์   เพาะเมล็ด  ตอนกิ่ง  ปักชำ

ประโยชน์ รากกินเป็นยาถอนพิษเบื่อเมา  แก้ไข้  ดอกใช้แต่งกลิ่นใบชา    ถิ่นกำเนิด  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 
ราก  แก้เลือด แก้กำเดา ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ผอมแห้งแรงน้อย แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ไข้
ใบ  รักษากามโรค แก้ฟกช้ำ รักษาฝีหนอง ใช้ในสตรีที่มีประจำเดือนมากผิดปกติ
ดอก  ฟอกปอด แก้ร้อนดับกระหาย แก้เวียนศีรษะ ปัจจุบันสามารถนำมาปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี



   



3
ไม้ต้น / ลำดวนแดง รหัส 7-34192-0--001-414
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:49:30 pm »
ลำดวนแดง รหัส 7-34192-0--001-414
ชื่อวิทยาศาสตร์    Melodorum Fruticosum    ดอกลำดวน
ชื่อวงศ์    ANNONACEAE
ชื่อสามัญ    -
ชื่ออื่นๆ    หอมนวล

ลำดวนแดง ไม้ดอกหอม ในวงศ์กระดังงา (ANNONACEAE) ที่เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากต้นลำดวนธรรมดาที่เคยเห็นกันปกติทั่วไป จึงมีลักษณะต่างๆ
คล้ายกัน แต่ถ้าสังเกตุดีๆ จะเห็นว่า ลำดวนแดงจะมีใบค่อนข้างกว้างกว่าและค่อนข้างบางกว่า สีของใบจะออกเขียวด้านๆ ไม่สีเขียวเข้มสดเหมือนใบของลำดวนธรรมดา
ดอกลำดวนแดง จะมีขนาดและลักษณะกลีบดอกหนาแข็ง คล้ายๆ กับลำดวนธรรมดานั่นแหล่ะครับ แต่จะต่างกันตรงที่ ดอกลำดวนแดง จะมีดอกสีแดง(ที่ ขอบกลีบดอกจะมีสีแดง) ซึ่งต่างจาก ลำดวนธรรมดาที่จะมีสีเหลืองนวลเท่านั้น ลำดวนแดงจะออกดอกที่บริเวณปลายยอดหรือใกล้ปลายยอด ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆตลอดทั้งวัน และจะหอมแรงขึ้นช่วงใกล้ค่ำและหอมแรงโชยไปตลอดทั้งคืน ดอกบานแค่คืนเดียวก็จะร่วงโรยในวันรุ่งขึ้นครับ
 
ลำดวนแดง ถือเป็นไม้ต้นดอก หอมที่มีเสน่ห์ ดอกสีหวานน่ารักมาก และดอกหอมด้วย เป็นไม้ดอกหอมพื้นเมืองของไทยอีกชนิดหนึ่งที่น่าปลูกครับ ได้เห็นดอกน่ารักๆ สีสวยๆ กลิ่นหอมๆ แล้วมีความสุขครับ ^^
**ข้อมูลเพิ่มเติม**
ลำดวน เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดศรีสะเกษ และ ลำดวนแดงก็ เกิดมาจากการกลายพันธุ์ทางธรรมชาติ มาจากต้นลำดวน(ต้นแม่พันธุ์) ในจังหวัดศรีสะเกษเพียงต้นเดียว ที่ขึ้นอยุ่ในโรงเรียนประชาพัฒนศึกษา ตำบลอีหล่ำ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีการค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2536 และรายงานในหนังสือพิมพ์กสิกร ในปี 2537 เป็นไม้ดอกหอมที่ได้รับความนิยมมาก จึงมีการขยายพันธุ์ และนำออกปลูกแพร่หลายไปทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 เป็นต้นมา
ข้อมูล-ไม้ดอกหอม อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน..
 
ลำดวน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melodorum fruticosum Lour. วงศ์ Annonaceae (เต็ม 2523) และมีชื่อพื้นเมือง อื่นๆ เช่น หอมนวล (เหนือ)  ลำดวนดง (จันทบุรี) และ หามโจน (อีสาน)

ลำดวน เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองที่ร่มรื่น เขียวชะอุ่มตลอดปี ชอบขึ้นในที่ดอน ตามธรรมชาติ และมีน้ำล้อมรอบ มีรูปทรงทั้งต้นและใบเป็นพุ่มที่สวยงาม สูงประมาณ 3-8 เมตร

ใบสีเขียวคล้ำ ผิวลำต้นเกลี้ยงไม่มีขน กิ่งอ่อน ที่แตกใหม่มีสีเขียวอ่อนใบคล้ายใบนมแมว โคนใบและปลายใบแหลม ผิวใบเรียบเกลี้ยง ปลายใบม้วนเข้าหากันเล็กน้อย

ดอกเป็นดอกเดี่ยว สีเหลืองนวล กลีบนอกสามกลีบล้อมกลีบในสามกลีบ ขนาดโตกว่าดอกนมแมวเล็กน้อย (ยกเว้นต้นที่ค้นพบ) กลิ่นหอมยามเย็น จะเริ่มบานปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ผลมีรสหวานอมเปรี้ยว เด็ก ๆ ชอบรับประทาน

ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด จึงมักจะพบ ต้นอ่อนงอกตามโคนต้น หรือแตกหน่อจากราก แต่ไม่ควรเก็บเมล็ดไว้นานเพราะเปอร์เซ็นต์ความงอกจะต่ำ หรืออาจขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือ เปลี่ยนยอด

ลำดวนเป็น ไม้ประดับและไม้หอม มีสรรพคุณทางสมุนไพรคือเกสรใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง และบำรุงโลหิต ดอกลำดวนเป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุสากล และยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้สูงอายุแห่งชาติอีกด้วย

ที่มา


4
ไม้เลื้อย / หิรัญญิการ์ 7-34190-001-413
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:44:00 pm »
หิรัญญิการ์  7-34190-001-413
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Beaumontia grandiflora Wall.

วงศ์ : APOCYNACEAE

ลักษณะทั่วไป :
ต้น : เป็นพรรณไม้เถา ลำเถาเลื้อยยาว แตกกิ่งก้านสาขามาก และทั่วลำเถามีขนขึ้นเป็นสีน้ำตาลแดง มีน้ำยางเป็นสีขาว

ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือเป็นรูปไข่กลับ ปลายและโคนใบแหลม ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก พื้นผิวเรียบเป็นมัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 นิ้ว ยาวประมาณ 5-7 นิ้ว ใต้ท้องใบมีเส้นใบเห็นได้ชัด มีประมาณ 10-14 คู่ ก้านใบยาวประมาณ 1-1.5 ซม.

ดอก : ดอกออกเป็นช่อตามบริเวณปลายกิ่งหรือบริเวณง่ามใบ ลักษณะของดอกเป็นสีขาว กลีบรองกลีบดอกมี 5 กลีบ เป็นรูปขอบขนาน หรือเป็นรูปไข่กลับ ยาประมาณ 1-1.5 นิ้ว กว้างประมาณ 0.5-1 นิ้ว กลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูปกรวย ยาวประมาณ 4 นิ้ว ปลายแยกเป็น 5 กลีบ กลางดอกมีเกสรตัวผู้ประมาณ 5 อัน และมีเกสรตัวเมียประมาณ 2 อัน จะเชื่อมติดกันอยู่กับกลีบดอก

ผล : ผลมีลักษณะเป็นฝักคู่ มีความยาวประมาณ 6-10 นิ้ว ผลเมื่อแก่เต็มที่ก็จะแตกอ้าออกเป็น 2 ซีก ข้างในผลมีเมล็ด

การขยายพันธุ์ : เป็นพรรณไม้กลางแจ้ง เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิดมีการขยายพันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด

ส่วนที่ใช้ : เมล็ด

สรรพคุณ : เมล็ด ใช้เมล็ด นำมาปรุงเป็นยาบำรุงหัวใจ และกำลัง

ถิ่นที่อยู่ : หิรัญญิการ์ เป็นพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเนปาล ในประเทศไทยก็นิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก


5
ไม้พุ่ม / เล็บครุฑหนู รหัส 7-34190-001-410
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:31:35 pm »
เล็บครุฑหนู   รหัส 7-34190-001-410
ชือวงศ์ ARALIACEAE
ถิ่นกำเนิด The Old World Tropic
 
ชื่อไทย                   เล็บครุฑ
ชื่อสามัญ                 Polyscias
ชื่อวิทยาศาสตร์         Polyscias sp.
ตระกูล                   ARALIACEAE
 
ลักษณะทั่วไป
เล็บครุฑเป็นพรรณไม้ยืนต้น มีลักษณะเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีผิวเปลือกสีเขียวหรือสีน้ำตาล ลำต้นเป็นข้อเล็ก ๆ ผิวเปลือกเรียบหรือมีจุดเล็ก ๆ ประอยู่ทั่วต้น ใบเป็นใบประกอบมีใบย่อยติดอยู่ที่ก้านใบประมาณ 5-7
ใบ ขอบใบเป็นหยัก ใบมีสีเขียวเมื่อขยี้ใบดูจะมีกลิ่นฉุน ลักษณะของใบและขนาด ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์
การปลูก
การปลูกมี 2 วิธี
             1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคารบ้านเรือน ควรใช้กระถางทรงสูง ขนาด 12-18 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอก
หรือปุ๋ยหมัก : ขุยมะพร้าว : ดินร่วน อัตรา 2 : 1 : 1 ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถางปีละครั้งเพราะการขยายตัวของราก
แน่นเกินไป และเพื่อเปลี่ยนดินปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป
             2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน โบราณนิยมปลูกบริเวณทางเข้าหน้าบ้าน เพื่อเป็นเสน่ห์แก่บ้าน
ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1: 1 ผสมดินปลูก
 
การดูแลรักษา
แสง                      ต้องการแสงแดดปานกลาง หรือรำไร
น้ำ                      ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7วัน/ครั้ง
ดิน                      ชอบดินร่วนซุย ดินปนทราย
ปุ๋ย                     ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 4-6 ครั้ง
การขยายพันธ์       การตอนกิ่ง การปักชำ วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การปักชำ
โรค                    ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสมควร
แมลง                        เพลี้ยต่าง ๆ
อาการ                 กัดกินใบเป็นรอย เป็นรู และกัดดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนยอด ทำให้ยอดหักเหี่ยวแห้งในที่สุด
การป้องกัน           รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก
การกำจัด             ใช้ยาไดอาซินอน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

6
เฟิน / พ่อค้าตีเมีย 7-34190-001-409
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:28:48 pm »
พ่อค้าตีเมีย 7-34190-001-409
ชื่อ  พ่อค้าตีเมีย
ชื่อทางวิทยาศาสตร์Selaginella involuta Spreng.
ชื่ออื่น  ผักกับแก้ เฟิร์นแผง ตีนตุ๊กแก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ต้น เป็นไม้ล้มลุกประเภทเฟิร์น ไม่มีเนื้อไม้ลำต้นเป็นเหง้า ไหลทอดไปกับพื้นดิน

ใบ เป็นใบประกอบก้านใบยาวและแข็งหนา ยาวประมาณ 30-40 เซนติเมตร ใบคลี่ แผ่ออกเป็นแผ่นกว้าง ใบอ่อนจะงอม้วน ใบเรียงตัวแบบเป็นเกลียว (Spriate) วนรอบลำต้น ก้านใบจะมีขน Ramenta ปกคลุมอยู่
สปอร์ จะเกิดอยู่หลังใบ มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบาเมื่อหลุดออกจากอับสปอร์ สามารถปลิวไปได้ไกล ๆ ตกในที่เหมาะสมจะเกิดเป็นต้นอ่อนต่อไป
การขยายพันธุ์   แยกต้นอ่อนที่เจริญไหล (Stolon) จากลำต้นแม่
ฤดูกาลเก็บส่วนขยายพันธุ์  ฤดูร้อน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในการเจริญเติบโต
พบทั่วไปในป่าผัดใบผสม ป่าเต็งรัง (ป่าแงะ ป่าเปา) บริเวณข้างลำห้วยลำธาร หรือตามบริเวณต้นน้ำ
การใช้ประโยชน์
ทางอาหาร
ยอดอ่อนนำมาผัดกับน้ำมัน หรือใส่ในแกงแค ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มชาวเหนือ มีมากในฤดูฝน วิธีการปรุงให้อร่อย คือ ไม่ควรผัดหรือต้มนาน เพราะจะทำให้ผักเหนียวมาก ถ้าใส่แกง ควรใส่ในขั้นตอนสุดท้ายและยกลงทันที
สรรพคุณทางยา
-
คุณค่าทางอาหารและโภชนาการ ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย พ่อค้าตีเมีย ในส่วนที่กินได้ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ

7
ไม้ต้น / ยางกล่อง 7-34190-001-408
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:24:31 pm »
ยางกล่อง 7-34190-001-408
ชื่อวิทยาศาสตร์   Dipterocarpus  dyeri Pierre ex Laness.
ชือวงศ์  DIPTEROCARPACEAE
ชื่ออื่น       ยางร่วง ยางร่อง (จันทบุรี ตราด) ยูงดำ (ชุมพร กระบี่) ยูงเหียง (สุราษฎร์ธานี) อีโต้ (สตูล) เยี่ยง (เขมร บุรีรัมย์)
ชื่อสามัญ ชื่อการค้า   Keruing
        ยางกล่องเป็นไม้ต้น สูงถึง 40 ม. ไม่ผลัดใบ หรือผลัดใบ แต่ผลิใบใหม่ในระยะเวลาอันสั้น ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา แตกเป็นสะเก็ด หรือค่อนข้างเรียบ สีเทาหรือน้ำตาลอมดำ เปลือกในสีน้ำตาลอมเหลือง กิ่งอ่อนและหูใบมีขนยาวสีเหลืองคลุม โคนต้นมีพูพอนต่ำ ใบ เดี่ยว เรียงสลับ รูปรีแกมรูปไข่ ถึงรูปรีแกมรูปใบหอก กว้าง 10–18 ซม. ยาว 17–40 ซม. ปลายใบทู่ ถึงเรียวแหลม โคนใบมน บางครั้งสอบแคบ ผิวใบเกลี้ยง เส้นแขนงใบ 18–22 คู่ ก้านใบยาว 5–7 ซม. ดอก สีชมพู ออกรวมกันเป็นช่อยาวตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ผล รูปรี กว้าง 2–3 ซม. ยาว 3.5–4.5 ซม. มีสัน 5 สัน ยาวเกือบตลอดตัวผล ยกเว้นบริเวณใกล้ขั้วผล มีปีกยาวใหญ่ 2 ปีก และปีกสั้น 3 ปีก
        ยางกล่องมีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ความสูงตั้งแต่ระดับทะเลปานกลางถึง 350 ม. ในต่างประเทศพบที่พม่า กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ออกดอกเป็นผลเดือนพฤศจิกายน–สิงหาคม

8
หญ้า / หญ้าปักกิ่ง รหัส 7-34190-001- 389
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 14:06:22 pm »
หญ้าปักกิ่ง รหัส 7-34190-001- 389 
ชื่อวิทยาศาสตร์ Murdannia louriformis (Hassk.) R.S. Rao & Kammathy
ชื่อสามัญ Rolla Rao et Kammathy
ชื่อวงศ์   COMMELINACEAE

หญ้าปักกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน อายุหลายปี  สูง 10 ซม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับ ใบที่โคนต้นกว้าง 1.5 ซม. ยาว 10 ซม. ใบส่วนบนสั้นกว่าใบที่โคนต้น   ดอกช่อ  ช่อดอกออกที่ปลายยอดรวมเป็นกระจุกแน่น ใบประดับย่อยค่อนข้างกลม  ทับกัน สี เขียวอ่อน บางใส  กลีบดอกสีฟ้าหรือม่วงอ่อน ร่วงง่าย  ผล  แห้ง แตก  การขยายพันธุ์ ปักชำต้น  ประโยชน์   รักษาอาการของโรคมะเร็งหลายชนิด  ถิ่นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้  แถบสิบสองปันนา  เจริญในดินทราย  และต้องการแดดรำไร

สรรพคุณ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายสดชื่น บำรุงพลัง ปรับสมดุลและล้างสารพิษตกค้างออกจากร่างกาย
 ทำให้อวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้ป้องกันบำบัดโรคมะเร็ง เบาหวาน ไทรอยด์ ความดันสูง-ต่ำ เม็ดโลหิต (ลูคีเมีย) ลดน้ำตาลในเลือด
หญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็นที่ช่วยปรับสมดุลแก่ร่างกาย เหมาะกับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของเมืองไทย เราสามารถทำน้ำหญ้าปักกิ่งรับประทานได้เอง ก่อนหน้าที่วิธีการของคุณลุงณรงค์จะได้รับการเผยแพร่นั้น ยุคแรกๆ ของการแนะนำให้ใช้หญ้าปักกิ่งจะแนะนำให้ตุ๋น กินแต่น้ำ เป็นยาบำรุงสุขภาพและยังระบุว่า สามารถใช้ในผู้ป่วยมะเร็งได้เช่นกัน


9
ไม้ต้น / จำปี รหัส 7-34190-001- 386
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:55:10 pm »
จำปี รหัส  7-34190-001- 386 
ชื่ออื่นๆ White chempaca
ชื่อวิทยาศาสตร์ Michelia alba DC.
ชื่อวงศ์ MAGNOLIACEAE

จำปีเป็นไม้ต้นขนาดกลาง แตกกิ่งก้านสาขาเป็นทรงพุ่ม กิ่งก้านเปราะและหักง่าย  สูงได้ถึง  20 เมตร
ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับตามข้อ  รูปใบหอกแกมขอบขนาน  โคนใบสอบ  ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย พื้นใบเป็นสีเขียว ใบจำปีมีลักษณะคล้ายใบจำปาแต่ใบจำปีมีขนาดเล็กกว่า   กว้างประมาณ 7 ซม.  ยาว 15-25 ซม. 
ดอก คล้ายดอกจำปาแต่เล็กกว่า กลีบยาว สีขาว กลิ่นหอมแรง เริ่มหอมเวลาเย็นตลอดไปจนโรย  ออกเดี่ยวตามซอกใบ   ออกดอกตลอดปี
การขยายพันธุ์   ตอนกิ่ง 
ประโยชน์   ปลูกเป็นไม้ประดับที่มีกลิ่นหอม  ใบต้มแก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง  ต่อมลูกหมากอักเสบ ขับระดูขาว  ดอกบำรุงหัวใจ  บำรุงน้ำดี  บำรุงโลหิต
ถิ่นกำเนิด  ทางจีนตอนใต้ หรือ มาเลเซีย 
ชอบแสงแดดและที่ดินร่วนซุย  อิฐหัก  กากปูน หรือแคลเซียม  น้ำและความชื้นพอประมาณ  แดดรำไร  ถึงแดดจัด

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ดอก - ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิต
กลีบดอกสด - มีน้ำมันหอมระเหย ใช้ทาแก้ปวดศีรษะ
ดอกและผล - บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ
เปลือกต้น - แก้ไข้
แก่น - บำรุงประจำเดือน



10
ไม้พุ่ม / ระย้าแก้ว รหัส 7-34190-001-435
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:42:37 pm »

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Clerodendrum wallichii Merr.
วงศ์ : LABIATAE เมื่อก่อนจัดอยู่ในวงศ์VERBENACEAE ตอนหลังนักพฤกษศาสตร์ เขาจัดย้ายไม้ในสกุล Clerodendrum มาอยู่ในวงศ์ LABIATAE แทนครับ
ถิ่นดั้งเดิม : อินเดียและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบรูปไข่ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ
ดอกออกเป็นช่อ ก้านดอกยาว กลีบดอกมีสีขาวปลายแยก 5 กลีบ ไม่มีกลิ่นหอม
ปลูกให้ได้รับแสงแดดเต็มที่หรือแสงแดดรำไร นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ขยายพันธุ์ :โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งและปักชำ
ลักษณะของต้นระย้าเเก้ว
 
ระย้าแก้วเป็นไม้ป่า ๆ ท้องถิ่นเมืองไทยเรานี่เอง ตามธรรมชาติจะขึ้นตามป่าหรือสวนยางพาราอะไรประมาณนี้เรื่องแสงแดดเติบโตและให้ดอกได้ดีมากเมื่อได้รับแสงโดยตรงมากกว่าครึ่งวัน ช่วงแรกอาจจะมีอาการใบไหม้กันหน่อย แต่ให้น้ำเค้าเพียงพอ ไม่นานต้นจะกลับมาสู่สภาพสมบูรณ์สวยงามอีกครั้ง แต่แข็งแรงกว่าเดิมมาก

การปลูกต้นระย้าแก้ว
การปลูก

ปลูกได้ ๓ วิธี
๑.ปลูกจากการตัดกิ่งชำ ยิ่งถ้าชำอยู่ในถุงอบเปอร์เซ็นต์รอดจะสูง หรือวีง่ายก็ชำในถุงหรือในถางใส่กาบมะพร้าวสับแล้วรดน้ำชุ่มๆ ทุกวันจนรากติด
๒.การเพาะต้นสร้อยสายเพชรจาก "ไหล"  ซึ่งไหลในความหมายนี้คือ รากของต้นไม้ที่สามารถงอกเป็นต้นใหม่ให้นำไปเพาะได้ ต้นสร้อยสายเพชรมีไหลให้นำไปเพาะได้เยอะมาก  รากชอนไชไปได้ไกล เป็นรากฝอย  รากไม่ทำลายโครงสร้างของบ้าน ปลูกไว้ห่างจากตัวบ้านแค่ 1 เมตร ก็ได้หากที่มีบริเวณแคบ รากชอนไชไปทั่ว  เดินไปทางไหนก็เจอต้นอ่อนงอกเต็มไปหมด
๓.การเพาะเมล็ด บางทีไม่ได้เพาะผลแก่แล้วก็ร่วง ปลิวไปตกที่ไหนก็งอกไปเรื่อย

การดูแลรักษา

ต้นระย้าแก้วชอบแดดรำไรหรือไม่มีแดดก็ได้ เพียงให้รับแสงกลางวันสักน้อยก็ได้ รดน้ำทุกวันช่วงปลูกใหม่ๆ ต่อไปเมื่อโตเต็มที่แล้วรด ๒-๓ วัน/ครั้งก็ได้ แต่แดดจัดเขาก็ไม่กลัว ปรับตัวได้ ถ้าปลูกจนใหญ่มากแล้ว ก็สู้แสงแดดเต็มๆ ได้ ข้อสำคัญคืออย่าให้ขาดน้ำ เป็นไม้ที่ชอบน้ำมากๆ ถ้าขาดน้ำละก็เหี่ยวเลยครับ ยิ่งช่วงติดดอก ดอกจะร่วงหมด

11
ไม้ล้มลุก / กระดุมหยก 7-34190-001-434
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:34:39 pm »


ชื่อพื้นเมืองอื่น: กระดุมไพลิน
ชื่อสามัญ: Larkdaisy
ชื่อวิทยาศาสตร์: Centratherum punctatum Cass.
ชั้น: Magnoliopsida
ตระกูล: Asterales
ชื่อวงศ์: ASTERACEAE (COMPOSITAE)
ประเภท ไม้ล้มลุก

ดอกกระดุมหยก - เรื่องน่ารู้
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 00:00 น.

ผมเดินทางไปทั่ว ได้พบเห็นดอกไม้แสนงามที่ใดก็อดใจถ่ายภาพมาเก็บไว้ไม่ได้เลยสักครั้งเว้นแต่ไม่มีช่วงเวลาพอก็ ชวดฉลูขาลเถาะ

เช่น ดอกกระดุมหยก ต้นนี้ผมพบที่ริมหนองหาร จังหวัดสกลนคร แล้วไปพบที่ชายป่าจังหวัดระนอง เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี สูง  ราว ๆ ฟุตหนึ่ง กิ่งก้านมีขนสีขาวทั่วไป ใบเดี่ยวเวียนสลับขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวกลีบวงนอกสีม่วงสด รูปดอกเข็มปลายแยก 3 แฉก ดอกรวมบานเต็มที่กว้าง 2-3 ซม. ไม่มีกลิ่น ออกดอกทั้งปี ผลแห้งแตกเป็นเม็ดขนาดใหญ่ รูปรีสีน้ำตาลดำ ตั้งแต่เพาะจนออกดอกใช้เวลา 110 วัน ประมาณนั้น

ปลูก ได้ตั้งแต่ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 100-900 เมตร อุณหภูมิเหมาะสมระหว่าง 20-38 องศาเซลเซียส มีชื่อสามัญว่า กระดุมไพลิน กระดุมม่วง (ปัตตานี) Lark daisy, Creeping daisy ชื่อวิทยาศาสตร์ Centratherum punctatum Cass. อยู่ในวงศ์ ASTERACEAE ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์  ไนจีเรีย ไทย จากฟิลิปปินส์ถึงออสเตรเลีย และเขตร้อนทั่วไป

ผมชอบดอกสีม่วงสด ปลูกง่ายตายยากให้ดอกตลอดปี นำเมล็ดมาหว่านลงแปลงเป็นไม้ประดับได้สวยงาม หรือถ้าจะปลูกเป็นไม้กระถางรูปแบบต่างก็ทำได้ ที่แน่นอนเลยเป็นดอกไม้งามริมทางที่ทรงคุณค่า ในทางสมุนไพรให้สรรพคุณดังนี้คือ ไม่ระบุส่วนที่ใช้   กระตุ้นให้เกิดพลังงานสูงตามธรรมชาติ (Energy Booster)


















12
ไม้พุ่ม / หนวดปลาหมึกแคระด่าง 7-34190-001-433
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:29:15 pm »
ชื่อวิทยาศาสตร์     Schefflera sp.  Schefflera arboricola (Hayata) Hayata 'Variegata'

ถิ่นกำเนิด   Trop. America, Trop. Asia, Trop. Australia, S. Pacific Is.
ชื่อวิทยาศาสตร์   : Schefflera arboricola (Hayata)

 ชื่อวงศ์ : Araliaceae
 ชื่อสามัญ : -
 ชื่อพื้นเมือง : -   
 ชนิดพืช [Plant Type] : ไม้พุ่ม   
 ขนาด [Size] : สูง < 2 เมตร   
 สีดอก [Flower Color] : สีชมพู   
 ฤดูที่ดอกบาน [Bloom Time] : -   
 อัตราการเจริญเติบโต [Growth Rate] : ปานกลาง   
 ลักษณะนิสัย [Habitat] : ขึ้นได้ในดินทั่วไป     
 ความชื้น [Moisture] : ปานกลาง     
 แสง [Light] : ปานกลาง-รำไร
ลักษณะทั่วไป (Characteristic) : ไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านจำนวนมาก ทรงพุ่มกลม
  ใบ (Foliage) : ใบประกอบรูปฝ่ามือ เรียงสลับ  มีใบย่อยแตกออกจากก้านใบที่จุดเดียวกัน 7-11 ใบ   ใบย่อย
รูปไข่กลับ กว้าง 4-6 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ ผิวใบด้านบน
สีเขียวเข้มผิวเกลี้ยงเป็นมัน ก้านใบย่อยสีเขียวอ่อน
  ดอก (Flower) : สีชมพู ออกเป็นช่อแบบช่อซี่ร่มเชิงประกอบที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก
  ผล (Fruit) : ผลสด มีเมล็ดเดียว แข็ง สีดำ
 
 การใช้งานด้านภูมิทัศน์ (Landscape Used) : ทรงพุ่มสวย ปลูกลงกระถางประดับในอาคาร หรือปลูกในสวน
บริเวณที่มีแสงปานกลาง-รำไร เช่น ริมน้ำตก ลำธาร สระว่ายน้ำ หรือริมถนน ทางเดิน

13
ไม้ล้มลุก / บัวดิน 7-34190-001-432
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:25:32 pm »
ชื่อวิทยาศาสตร์:   Zephyranthes spp.
ชื่อวงศ์:     Amarylieaceae
ชื่อสามัญ:    Zephyranthes
ชื่อพื้นเมือง:    Zephyranthes Lily, Rain Lily ,Fairy Lily, Little Witches, บัวสวรรค์, บัวดิน, บัวฝรั่ง
ลักษณะทั่วไป:
    ต้น  เป็นไม้หัว ขนาดเล็กเป็นไม้ล้มลุกกิ่งยืนต้น หัวมีลักษณะกลมเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 นิ้ว ต้นเจริญ จากหัว
    ใบ  มีใบยาวเรียว บางชนิดใบแบน บางชนิดใบกลม ความยาวของใบ 6-12 นิ้ว
    ดอก  ดอกเป็นรูปกรวย มี 6 กลีบ การจัดเรียงของกลีบดอกเป็นแบบสลับ ดอกแบบชั้นเดียว มีก้านดอกยาว 4-12 นิ้ว ดอกมีหลายสี เช่น สีขาว เหลือง และชมพู
ฤดูกาลออกดอก:  ในฤดูฝน
การปลูก:  ปลูกประดับในสวนหิน เนื่องจากพุ่มต้นเตี้ย ดอกเด่น หรือ ปลูกตามขอบสนามหรือ แนวรั้ว
การดูแลรักษา:  ชอบดินโปร่ง ร่วนซุย กักเก็บความชื้นดี แต่น้ำไม่ขังจนแฉะ การบังคับให้บัวสวรรค์ออกดอก ใช้หลักการ dry & wet เหมือนกับที่ใช้กับไม้หัวโดยทั่ว ๆไป คือ ถ้าเราไม่ต้องการให้ออกดอก ก็งดน้ำติดต่อกันชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่ไม่ควรต่ำกว่า 15 วัน ในช่วงนี้ อาหารจะถูกเก็บสะสมที่หัว และหลังจากนั้นจึงค่อยรดน้ำ ตาดอกจะเจริญทันที และจะออกดอกหลังจากรดน้ำเพียง 5-7 วัน
การขยายพันธุ์:  เมล็ด แยกหัวไปปลูก
การใช้ประโยชน์:  ไม้ประดับ
ถิ่นกำเนิด:  อเมริกากลาง ,อเมริกาใต้ หรือ เม็กซิโก

14
ไม้ล้มลุก / แมงลัก 7-34190-001-431
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:21:45 pm »
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า   Ocimum citriodorum
ชื่อวงศ์    Labiatae
ชื่อสามัญ   Hoary Basil, Lemon Basil, Thai Lemon Basil
ชื่ออื่น    ก้อมก้อขาว

แมงลัก เป็นพืชล้มลุกในสกุลกะเพรา-โหระพา ลักษณะของต้นแมงลักจะคล้ายต้นกะเพรา ต่างกันที่กลิ่น และใบจะมีสีเขียวจางกว่าใบกะเพรา

แมงลัก มีลำต้นสูงประมาณ 65 เซนติเมตร มีกลิ่นหอมทุกส่วน ใบเป็นใบเดี่ยวทรงรีหรือรูปหอกหรือรี ขอบใบเรียบ บ้างมีขอบหยักมน มีกลิ่นหอมคล้ายมะนาวฝรั่ง

ดอกออกช่ออยู่ปลายยอด ช่อดอกจะออกเรียงเป็นชั้นๆ กลีบดอกมีสีขาวออกเป็นวงรอบก้าน
ผลจะเป็นผลชนิดแห้ง ภายในมี 4 ผลย่อย เรียกว่า เมล็ดแมงลัก

ใบแมงลักใช้กินสด ใส่สลัดผัก ประดับจานอาหาร ส่วนมากในประเทศไทยจะกินกับขนมจีน หรือใส่แกงเลียงและแกงต่างๆ

ผลที่คนไทยเรียกว่าเมล็ดแมงลักใช้ทำขนมน้ำแข็งไส ใส่ไอศกรีม ใส่น้ำเต้าหู้ หรือใส่ในวุ้น และใช้เป็นยาระบายชนิดเพิ่มกาก

ใบ แมงลักมีน้ำมันหอมระเหยราวร้อยละ 0.7 น้ำมันหอมระเหยที่เป็นส่วนประกอบหลักคือซิทรัล (citral) ต่างประเทศใช้ใบแมงลักแต่งกลิ่นอาหาร เนื่องจากมีกลิ่นมะนาวจึงมักใช้แต่งกลิ่นอาหารจำพวกปลาและไก่ในอาหารฝรั่ง

ที่สหรัฐอเมริกาปลูกแมงลักเป็นไม้ประดับและใช้ใบแห้งประกอบบุหงาสำหรับสุคนธบำบัด

ใบแมงลัก 100 กรัม มีสารอาหารสำคัญดังนี้
แคลเซียม                                350 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                                  86 มิลลิกรัม
เหล็ก                                        4.9 มิลลิกรัม
วิตามินเอ                           10,666 มิลลิกรัม
ไทอามีน                                0.30 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                          0.14 มิลลิกรัม
ไนอาซิน                                  1.0 มิลลิกรัม
วิตามินซี                                   78 มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร                           2.6 กรัม
คาร์โบไฮเดรต                       11.1 กรัม
ไขมัน                                       0.8 กรัม
โปรตีน                                     2.9 กรัม
พลังงาน                                    32 แคลอรี
 
คุณสมบัติทางยาของแมงลักที่มีใช้ในประเทศไทย
ขับลมในลำไส้  อาหารไม่ย่อย อาการอึดอัด แน่นไม่สบายท้อง ให้นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
ขับเหงื่อ เมื่อมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่ค่อยสบาย นำต้นและใบแมงลักต้มน้ำดื่ม
บรรเทาอาการหวัด   อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หลอดลมอักเสบ ใช้ใบแมงลัก 1 กำมือล้างสะอาด โขลกคั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไลบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับกรณีของหลอดลมอักเสบให้คั้นน้ำดื่ม 1 ถ้วยตะไล 3 เวลาเช้า-กลางวัน-เย็น
บรรเทาอาการผื่นคัน พิษจากพืช พิษสัตว์กัดต่อย หรืออาการคันจากเชื้อรา ใช้ใบแมงลักสดโขลกพอกบริเวณที่มีอาการ และเปลี่ยนยาบ่อยๆ
แก้ท้องร่วงท้องเสีย  ใบแมงลักสัก 2 กำมือ ล้างสะอาด โขลกบีบคั้นน้ำดื่ม แก้ท้องร่วงได้
เพิ่มน้ำนมแม่ ให้แม่ที่ให้นมลูกกินแกงเลียงหัวปลี ใส่ใบแมงลัก และให้ลูกดูดหัวน้ำนมบ่อยๆ เพิ่มการสร้างน้ำนมแม่
บำรุงสายตา ใบแมงลักมีวิตามินเอสูง การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา
บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง  ใบแมงลักอุดมด้วยธาตุเหล็กช่วยบำรุงโลหิต
เสริมสร้างกระดูก  ใบแมงลักมีแคลเซียมสูงช่วยบำรุงกระดูก
เป็นยาระบาย ใช้เมล็ดแก่ของแมงลัก สัก 1 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ปล่อยให้พองตัวดีแล้ว เติมน้ำตาลเล็กน้อย ดื่มแก้ท้องผูก แนะนำให้ใช้กับหญิงตั้งครรภ์และแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมตนเอง ที่ไม่ต้องการภาวะท้องผูกเพราะเป็นการแก้ปัญหาแบบธรรมชาติ
ใช้ลดความอ้วน  เปลือก ผล (ที่เรียกเมล็ดแมงลัก) มีสารเมือกซึ่งสามารถพองตัวในน้ำได้ 45 เท่า เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกินอาหารที่มีกาก ใช้ผลแมงลัก 1-2 ช้อนชาแช่น้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้จนพองตัวเต็มที่ กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมง ดื่มน้ำตาม ช่วยให้กินอาหารได้น้อยลง ลดปริมาณพลังงานอาหาร ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัว จำนวนครั้งในการขับถ่ายและปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น ลดอาการท้องผูกด้วย

ข้อควรระวังการใช้แมงลัก ถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้มีการดูดน้ำจากลำไส้เกิดอาการขาดน้ำ และอาจเกิดอาการลำไส้อุดตันได้ (โดยเฉพาะแมงลักที่บดเป็นผง) รวมถึงที่ต่างประเทศใช้ใบแมงลักบรรเทาอาการไอ ขับเหงื่อ และขับลม

การศึกษาทางเภสัชวิทยาและทางการแพทย์
ฤทธิ์เป็นยาระบาย
การศึกษาในสัตว์ทดลอง   เมื่อป้อนเมล็ดแมงลัก ขนาด 37.5 มก./กก. ละลายน้ำให้พองตัว ให้หนูขาวและหนูถีบจักร  จะมีผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเทียบเท่ากับการให้หนูกินยาถ่าย metamucil ขนาด 300 มก./กก.

การทดลองทางคลินิก มีการทดลอง ใช้เมล็ดแมงลัก โดยใช้ปริมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 240 มล. หรือประมาณ 1 แก้ว ให้ผลเป็นยาระบายในคนปกติเช่นเดียวกับ psyllium 2 ช้อนชา โดยมีผลที่น่าสนใจคือ  เพิ่มจำนวนครั้งในการถ่าย  เพิ่มปริมาณอุจจาระ  ทำให้อุจจาระอ่อนตัวกว่าปกติ จากการศึกษาจะพบว่าเมล็ดแมงลักสามารถใช้เป็นยาระบายได้ดี

นอกจากนี้ ยังมีการทดลองกับผู้ป่วยที่จะได้รับการผ่าตัดต่อมลูกหมากและนิ่วในไต โดยให้กินยาระบายเมล็ดแมงลัก (เมล็ดแมงลักบดเป็นผง) ขนาดครึ่งถึง 1 ช้อนชา และ 1 ช้อนชาครึ่ง ในน้ำ 150 มิลลิลิตร 3 ครั้งหลังอาหาร/วัน และหลังการผ่าตัด เป็นเวลา 3-8 วัน  และกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับเมล็ดแมงลัก พบว่าสัดส่วนอาการท้องผูกหลังการผ่าตัดของผู้ป่วยกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับ เมล็ดแมงลักเท่ากับร้อยละ 80.6

ขณะที่กลุ่มที่ได้รับเมล็ดแมงลักมี สัดส่วนของอาการท้องผูกเท่ากับร้อยละ 13.3, 31.6 และ 10.5  ตามลำดับ จากการทดลองจะเห็นว่าเมล็ดแมงลักสามารถลดอาการท้องผูกของผู้ป่วยหลังผ่าตัด ได้

ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน
งานวิจัยจากอินเดีย ปี พ.ศ.2551 รายงานการพบสารโพลีฟีนอลหลายชนิดในใบแมงลัก สารดังกล่าวคือกรดโรสมารินิก กรดลิโทสเปอมิก กรดวานิลิก กรดคูมาริก กรดไฮดรอกซีเบนโซอิก กรดซีริงจิก กรดกาเฟอิก กรดเฟอรูลิก กรดซินามิก กรดไฮดรอกซีฟีนิลแล็กติก และกรดซินาปิก

สารสกัดใบแมงลักแสดงฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในหลอดทดลองได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบัน มีงานวิจัยของไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากแมงลัก มีการทดลองใช้มิวซิเลจ (สารเมือก) จากเมล็ดแมงลักเป็นสารให้ความคงตัวแทนกัวร์กัมในการผลิตไอศกรีมกล้วยหอม พบว่าเมื่อปริมาณของมิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักเพิ่มขึ้นไอศกรีมจะมีความหนืดสูง ขึ้น เมื่อนำมาทดสอบทางประสาทสัมผัสเปรียบเทียบกับไอศกรีมกล้วยหอมสูตรมาตรฐานที่ ใช้กัวร์กัมเป็นสารให้ความคงตัว พบว่าสูตรที่ใช้มิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักร้อยละ 0.5 มีเนื้อสัมผัส การละลายในปากและความชอบโดยรวมสูงกว่า และมีปริมาณเส้นใยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แปลว่าไอศกรีมสารเมือกเมล็ดแมงลักอร่อยกว่าไอศกรีมที่ทำจากกัวร์กัม และมีคุณค่าอาหารสูงกว่าด้วย

อืมม์... ไอศกรีมที่อร่อยกว่าเดิม มีปริมาณเส้นใยอาหารสูงขึ้น ดีต่อสุขภาพ ใช้สารที่ผลิตได้ในประเทศ เมื่อไหร่จะออกเป็นผลิตภัณฑ์สู่ตลาดหนอ...

ถ้าจะกินใบแมงลักเพื่อให้ ได้ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันคงต้องกินใบแมงลักบ่อยๆ เพราะปริมาณสารออกฤทธิ์ในใบแมงลักมีไม่มาก ถ้าจะกินกับขนมจีนก็ควรจะเป็นขนมจีนน้ำยาป่านะคะเพื่อไม่เพิ่มไขมันให้มากจน เกินควร

เนื่องจากเราคงรอไอศกรีมใส่สารคงตัวจากสารเมือกแมงลักไม่ไหว ตอนนี้ก็ชวนกันกินเม็ดแมงลักในน้ำเต้าหู้ (แบบหวานน้อย) ไปพลางๆก่อน

บอกคนขายว่าขอเม็ดแมงลักมากๆ ดีต่อสุขภาพ และประหยัดเงินมากกว่ากินเมทามูซิลมากเลยค่ะ

15
หญ้า / หญ้าเจ้าชู้ 7-34190-001-245
« เมื่อ: 22 มิถุนายน 2013, 13:15:04 pm »
หญ้าเจ้าชู้ 7-34190-001-245

ชื่อพื้นเมือง    หญ้ากล่อน, ขี้ครอก, หญ้าเจ้าชู้, หญ้าตะเกรย, หญ้านกคุ่ม (ภาคกลาง), หญ้ากะเตรย (ภาคใต้) หญ้าน้ำลึก (ตราด), หญ้ากร่อน (เชียงใหม่, พายัพ)

ชื่อสามัญ   Love grass, Golden Beardgrass

ชื่อพื้นเมือง   หญ้ากล่อน, ขี้ครอก, หญ้าเจ้าชู้, หญ้าตะเกรย, หญ้านกคุ่ม (ภาคกลาง), หญ้ากะเตรย (ภาคใต้) หญ้าน้ำลึก (ตราด), หญ้ากร่อน (เชียงใหม่, พายัพ)

ชื่อสามัญ    Love grass, Golden Beardgrass POACEAE

ลักษณะทั่วไป
-หญ้าหลายฤดู เป็นไหล ลำต้นทอดยาวตามพื้น ออกรากตามข้อ จะแตกกิ่งออกเป็นลำต้นตั้งตรง เมื่อถึงเวลาจะออกดอก ซึ่งลำต้นตั้งตรงสูงรวมช่อดอก 20-60 เซนติเมตร  แผ่นใบ รูป รูปแถบ  ปลายใบ แหลม  โคนใบ cordate สากมือ  ขอบใบเรียบ  ผิวใบทั้งสองด้านเรียบ ลิ้นใบ เป็นแผ่นสั้น ๆ ตื้น ๆ ที่ขอบ  กาบใบ  ผิวเรียบเกลี้ยงไม่มีขน อยู่เหลื่อมกัน และตั้งตรง ช่อดอก แบบ ช่อกระจะ การจัดเรียงตัวแบบ whole หรือ ช่อแยกแขนง เป็นชั้น ๆ ไป สีม่วงแดง  กลุ่มดอก  มี 3 ดอกย่อย เป็นดอกแบบที่มีก้านและไม่มีก้าน ก้านช่อดอก  แกนช่อดอก ยาว 1 มิลลิเมตร ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน  มีขนเล็ก ๆ รูป รูปขอบขนาน   ก้านช่อดอกย่อย ยาว 1 มิลลิเมตร  มีเส้นภายในสัน 3  เส้น  เส้นสันที่อยู่ตรงกลางสร้าง arista สั้น ๆ  มีเยื่อบางใสและมีขนสีม่วง กาบล่างล่าง เป็นเยื่อบางใส  มีเส้นภายในสัน 1 เส้น      มี หนามแหลมแข็ง สีทอง  กาบบน เยื่อบางใส  อับเรณู  สีส้ม ยอดเกสรตัวเมีย สีขาว  ช่อดอกย่อยที่มีก้าน สีม่วง  กาบช่อย่อยล่าง  มีเส้นภายในสัน 3 เส้น ไม่มี หนามแหลมแข็ง และเรียบกว่า ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้าน แต่ดอกบน เป็นเพศผู้ กาบล่างบน เป็นจุด เกสรตัวผู้ จำนวน  3 อัน อับเรณู สีเหลือง  ยอดเกสรตัวเมีย  สีม่วง
 

หน้า: [1] 2