ผู้เขียน หัวข้อ: Social Media วิวัฒนาการของโลกออนไลน์ โดย ดร.พีรเดช ณ น่าน  (อ่าน 1932 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ ครูสุรพล กิ่มเกลี้ยง

  • โลกที่สดใส อยู่ในใจทุกๆคน :)
  • Administrator
  • *****
  • กระทู้: 515
  • ยิ้ม ทำให้มีความสุข :)
    • ดูรายละเอียด
    • ศูนย์คอมพิวเตอร์และเครือข่ายวารินชำราบ
Social Media วิวัฒนาการของโลกออนไลน์ โดย ดร.พีรเดช ณ น่าน
« เมื่อ: วันที่ 10 กรกฎาคม 2011, เวลา 08:15:31 am »
Social Media วิวัฒนาการของโลกออนไลน์
โดย  ดร.พีรเดช ณ น่าน




พูดถึงกันมากเหลือเกินสำหรับ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่ง เรียกได้ว่าเป็นตัวกลาง เป็นเครื่องมือ สำหรับการสื่อสารระหว่างกัน โดยปัจจุบันได้ขยายผลกว้างครอบคลุมไปถึง การทำงานร่วมกัน ทั้งภายใน และ ภายนอกองค์กร โดยอาศัยเว็บ และ โมบายเทคโนโลยี เป็นตัวช่วย ถ้าจะเปรียบเทียบก็น่าจะเป็นคู่แฝดแห่งยุคดิจิตอล อย่างเมื่อกว่า 200 ปีก่อน มีแฝดอินจัน ที่ไปสร้างชื่อเสียงในต่างประเทศ จนมีการตั้งชื่อแฝดลักษณะที่มีลำตัวติดกันเช่นนี้ว่า แฝดสยาม

ถ้าว่าไปแล้ว แฝดสยามในยุคดิจิตอล ก็คงหนีไม่พ้น สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) กับ สมาร์ทโฟน(Smartphone) ที่มักจะไปเป็นคู่ยากที่จะแยกออกจากกันได้ เมื่อศึกษาถึงคำจำกัดความของ สังคมออนไลน์ (Social Media) จะพบว่าคือกลุ่มของแอพพลิเคชั่น บนอินเทอร์เน็ต ที่สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานแนวคิด และเทคโนโลยี Web 2.0ซึ่งรองรับให้มีการสร้าง และ แลกเปลี่ยน คอนเทนต์ที่ผู้ใช้เป็นผู้สร้างเอง (User-generated content) เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว สามารถเรียกได้ว่า สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เป็นการผสมผสานกันระหว่าง เทคโนโลยี กับการสื่อสารระหว่างกันในสังคม เพื่อสร้างเสริมมูลค่าให้เพิ่มขึ้น

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป โดยเฉพาะยุคดิจิตอลอย่างทุกวันนี้ การแสดงความคิดเห็นดูจะเป็นเรื่องง่าย บนสื่อสังคมออนไลน์เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้พนักงานรายหนึ่งในอเมริกา ถูกไล่ออกหลังจากที่เธอได้วิจารณ์เจ้านายของเธอบน เฟชบุ๊ก(Facebook) เรื่อง เกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา พนักงานหญิงรายนี้ได้เขียนข้อคิดเห็นของเธอ บนหน้าเฟชบุ๊ก ด้วยคำพูดที่หยาบคาย คดีนี้ถูกจับตามองทั่วจากทุกวงการ ด้วยความกังขาว่า นายจ้างมีสิทธิที่จะลงโทษพนักงานที่เขียนข้อคิดเห็นบนสังคมออนไลน์ หรือไม่ เท่าที่ทราบในเมืองไทยเรายังไม่เคยได้ยิน เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น 

                เกมในเฟซบุ๊ก น่าจะเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ได้อย่างดี ด้วยกลยุทธ์ว่าใครมีเพื่อนเยอะก็จะได้อะไรเพิ่มขึ้นในเกม นอกจากนั้น ยังมีการหลอกล่อให้ต้องมีเพื่อนมาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในเกม ปลูกผักเลี้ยงปลากันใหญ่ วันก่อนมีโอกาสไปบรรยายเรื่องสังคมออนไลน์ให้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ก็เล่าไปว่าบ้านเราน่าจะทำเกมลักษณะนี้ในรูปแบบไทยๆ บ้านเรามีเกษตรกร กว่าครึ่งค่อนประเทศ นี่ยังไม่นับรวมท่านที่ชอบทำการเกษตรบนโลกออนไลน์ 

                 ในทางกลับกัน บางประเทศกลับห้ามใช้งานเว็บนี้ บางบริษัทก็ห้ามใช้เนื่องจากเสียเวลาการทำงานของพนักงาน   เฟซบุ๊คได้รับการจัดอันดับเป็นเว็บสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในปี ค.ศ. 2009  จำนวนผู้ใช้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และที่น่าสนใจก็คือจำนวนผู้เล่นอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ เข้าใช้งานมากกว่า...เกิลเป็นครั้งแรกช่วงต้นปี 2010 อีกด้วย 

                   ล่าสุดมีข่าวการใช้เฟซบุ๊ก เพื่อช่วยเหลือชีวิต ปกติเรามักจะได้ยินการใช้สังคมออนไลน์ เป็นสื่อ เป็นเครื่องมือทางการตลาด แต่ล่าสุดมีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานเกี่ยวกับการประกาศรับ บริจาคไตในเฟซบุ๊กเรื่องเกิดที่สหรัฐฯ มีผู้ป่วยที่ต้องการปลูกถ่ายไต ต้องเปลี่ยนไตใหม่ภายในเวลาจำกัด เมื่อปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลอยู่ จึงได้ตัดสินใจลองประกาศลงในเฟซบุ๊ก แล้วก็มีผู้ที่ประสงค์จะบริจาคไตให้ โดยไม่ได้มีความสนิทสนมกันเป็นพิเศษแต่อย่างใด เป็นเพียงเพื่อนในเฟซบุ๊ก ผู้รับบริจาคเมื่อได้รับข้อความแสดงความจำนงจะบริจาคไตให้ ในตอนแรกยังคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่นกัน แต่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2010 แพทย์ก็ได้เปลี่ยนไตที่บริจาคให้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

                    การศึกษาล่าสุดพบว่าหญิงสาววัยรุ่น ที่นั่งจ้องเฟชบุ๊คทั้งวัน อาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการผิดปกติในเรื่องการทานอาหาร จากการศึกษาพบว่าสองสาเหตุหลักที่ทำให้เกิด อาการการทานอาหารผิดปกติ คือ การใช้เวลามากเกินไปกับ พฤติกรรมการบริโภคสื่อ และ การเป็นตัวของตัวเองมากเกินไป ผลจากการสำรวจเด็กวัยรุ่นช่วงอายุ 12 ถึง19 ปี พบว่าพฤติกรรมการบริโภคสื่อ อินเทอร์เน็ต และ โทรทัศน์ มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของแต่ละคนโดยตรง 

                  จากผลการสำรวจพบว่า ยิ่งใช้เวลากับเฟชบุ๊ก มากเท่าไหร่ ก็จะมีโอกาสจะพบอาการอยากอาหารมากผิดปกติ ภาวะเบื่ออาหาร ไม่พึงพอใจในสรีระของตัวเอง และ ความต้องการอยากลดน้ำหนัก มากขึ้น 

                   เมื่อมีจำนวนผู้ใช้ สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) มากขึ้นเท่าไร ย่อมเป็นโอกาสในการทำธุรกิจจึงเกิดคำว่า Social Commerce ขึ้น และได้รับความสนใจมากในช่วงนี้ หรือถ้าลองค้นหา คำว่า “e-mail vs. Social Media” ใน ...เกิล จะพบผลลัพธ์มากเป็นหลายหมื่น จึงเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าเป็นหัวข้อร้อน จนบางที คนนิยามว่าเป็นการทำสงครามบนโลกดิจิตอล บ้างก็กล่าวว่าคงเป็นจุดจบของ อีเมล์ และคลื่นลูกใหม่ที่มาก็คือ สื่อสังคมออนไลน์(Social Media)

                    อีกแง่มุมหนึ่งที่ดูเข้าท่าก็คือ ทั้งอีเมล์ และ สื่อสังคมออนไลน์ จะเป็นตัวเสริมกันและกัน เพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ เราควรที่จะโฟกัสสองเรื่องใหญ่ๆ คือ กลุ่มเป้าหมาย และ เจตนา มาเริ่มด้วยกลุ่มเป้าหมาย   

* ถ้ากลุ่มเป้าหมายอายุต่ำกว่า 20 ปี น่าจะค่อนข้างชัดเจนว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด 

*ถ้า กลุ่มธุรกิจเป็นกลุ่มเป้าหมายของเรา การใช้อีเมล์ ถูกมองว่าเราจะได้ผลเร็วกว่า ในทางกลับกันถ้าลูกค้าทั่วไปเป็นกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจ การใช้ สื่อสังคมออนไลน์ น่าจะได้ผลที่ดีกว่า เนื่องจากลูกค้าจะเชื่อ และฟัง ความเห็นของคนอื่นๆ ที่ให้ไว้บนสื่อสังคมออนไลน์ 

*สำหรับ กลุ่มเป้าหมายที่อยู่ที่ทำงาน อีเมล์เป็นคำตอบของเรา แต่ถ้าต้องการมุ่งไปที่อยู่ที่บ้าน สื่อสังคมออนไลน์ น่าจะให้ผลตอบรับที่ดีกว่า 

                   จะเห็นได้ว่าการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายทั้งทาง ประชากรศาสตร์ (Demographic) และ เชิงจิตวิทยาเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งคู่ ในการเลือกว่า อีเมล์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ จะเหมาะสมกับธุรกิจ อย่างไรก็ตามในหลายกรณี เราควรใช้ทั้งสองช่องทาง ในการติดต่อสื่อสาร

                   ส่วนเจตนา หรือ รูปแบบของธุรกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา 

*  ถ้าต้องการทำธุรกิจแบบ ขายตรง สื่อสังคมออนไลน์ อาจจะไม่ค่อยเหมาะสมนัก อีเมล์ น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 

* เมื่อมีความต้องการที่จะสร้างความสัมพันธ์ ในระยะยาว การเริ่มต้นด้วย สื่อสังคมออนไลน์ ในช่วงแรก แล้วปรับมาใช้อีเมล์ น่าจะเป็นแนวทางที่ดี 

*  หากธุรกิจของเราต้องการ การตอบรับที่รวดเร็ว สำหรับกลุ่มวัยรุ่นแล้ว สื่อสังคมออนไลน์ เป็นทางเลือกที่เหมาะสมส่วนกลุ่มวัยทำงานที่ทำงานมาพอสมควร การตอบรับอีเมล์ ของคนกลุ่มนี้ ก็จะค่อยข้างเร็ว 

* เมื่อเราต้องการที่จะทำธุรกิจ ผ่านการสื่อสาร อีเมล์ ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ เราต้องจัดการกับ อีเมล์ที่เข้ามาอย่างมีประสิทธิภาพ และรวดเร็ว ถ้าไม่สามารถโต้ตอบด้วยความรวดเร็วแล้ว ธุรกิจของเราอาจจะมีปัญหาได้ ต่างกับถ้าเราไม่ทวิต ทุกวัน คงจะไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจมากเท่าไหร่นัก

                   เราจึงยังเห็นว่า นักธุรกิจส่วนใหญ่ ยังคงให้ความสำคัญกับ อีเมล์ ดังนั้นถ้าต้องการทำธุรกิจกับใครก็ตาม เราควรเริ่มด้วย สื่อสังคมออนไลน์ เป็นตัวนำ ให้เราสามารถเจาะเข้าถึง อีเมล์ ของกลุ่มเป้าหมายให้ได้  อย่าง ไรก็ตามเมื่อยุค สมัย เปลี่ยนไป การใช้อีเมล์ สำหรับคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่สำคัญเท่ากับ การมีตัวตนบน สื่อสังคมออนไลน์จนกลายเป็นวิวัฒนาการ บนโลกออนไลน์ ไม่ใช่เป็นสงครามบนโลกออนไลน์ก็ว่าได้

ขอขอบคุณ - ข้อมูลจาก  http://www.telecomjournal.net/index.php?option=com_content&task=view&id=4281&Itemid=43